เชียงใหม่-ลำพูน: Part 2 “โลกก่ออกจะกว้างใหญ่ ดีมอกใดตี้เฮาได้มาปะกั๋น”

” พ า เ ปื้ อ น ฮั ก   ไ ป พั ก เ มื อ ง เ ห นื อ ”


โลกก่ออกจะกว้างใหญ่ ดีมอกใดตี้เฮาได้มาปะกั๋น~~~ กริ้ววววววว**
มาแล้วจ้าการบ้านกระทู้ที่สอง ฮ่าๆๆๆๆ รูปเยอะ เนื้อหาสาระแน่นๆ
ในกระทู้นี้เราจะพาไปพบกับสถานที่สำคัญ และร้านอาหารสุดอร่อยในจังหวัดลำพูนกันค่ะ

หัวใจ แบ่งเป็นเป็น 2 กระทู้สำหรับทริปเชียงใหม่-ลำพูนของเราในครั้งนี้ หัวใจ

1. “เชียงใหม่-ลำพูน” Part 1: นั่งรถไฟไปล้านนา อยากบอกว่า “ล้านนาอยู่ภาคเหนือแต่ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ” คริ๊งๆ
https://beamwithyuu.com/2018/06/25/เชียงใหม่-ลำพูน-part-1-ล้านนา/
2. “เชียงใหม่-ลำพูน” Part 2: ไปลำพูนไม่ลำพัง ชมวัดดัง ฟังแนวคิดดีๆที่ทาปันรักษ์ กันนะตัวเอง
https://beamwithyuu.com/2018/06/25/เชียงใหม่-ลำพูน-part-2-โลกก่อ/

อมยิ้ม17  ขอกราบขอบพระคุณผู้สนับสนุนหลักในครั้งนี้นะคะอมยิ้ม17
PANTIP.com
Tourism Authority of Thailand (ททท.)
การรถไฟแห่งประเทศไทย | State Railway of Thailand
Bangkok Airways

 

สวัสดีเช้าอันฉดใฉ…

ฉันนอนไม่พอเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ อันนี้ต้องโทษตัวเองนะ
ทางกิจกรรมจัดตารางมาดีแล้วแต่เราเนี่ยดันออกไปแต๊ดๆๆๆข้างนอก
เอาหล่ะมาเติมพลังกันซักหน่อย อยากจะบอกว่าไลน์อาหารเช้าที่ Kantary Hills นี้หลากหลายมากนะคะ

แต่ด้วยความที่เราเก็บกระเป๋าให้เสร็จก่อนแล้วค่อยลงมาด้านล่าง
ตรงไลน์อาหารเลยคนเยอะมาก
จะไปแทรกขอถ่ายรูปก็เกรงใจค่ะ
แต่บอกได้เลยว่าอาหารอร่อย มีทั้งอาหารไทย ยุโรป และญี่ปุ่น ให้เลือกหลายหลาย

อ๋อยยยย เบค่อนกรุบกรึบมาก รัก!!

วาร์ปมาที่จุดหมายแรกขอวันนี้กันเลยดีกว่าค่ะ
เรามากันที่ ชุมชนบ้านหนองเงือก ที่จังหวัดลำพูนกันค่ะ

ต้อนรับพวกเราด้วย น้ำใบเตยและขนมจ้อก
ขนมจ้อกนั้นดูเผินๆอาจจะดูคล้ายกับขนมเทียน
แต่ส่วนผสมของเนื้อนุ่มๆทำมาจากแป้งผสมน้ำอัญชัน
ส่วนไส้ด้านในนั้น ทำมาจากมะพร้าว ลำใย และ”งาขี้ม้อน”
เสิร์ฟมายังอุ่นๆอยู่เลย พี่บีมซัดไปห้าอันรวดภายในพริบตา ฮ่าๆๆๆ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะเจ้า ขนมล้านนาแต้ๆเลย

เมื่อพักเหนื่อยจากการเดินทางเสร็จเราก็มาเข้าสู่โหมดสาระกันนะคะ

ความเป็นมาของชาวบ้านหนองเงือก บรรพบุรุษเป็นชาวยอง ที่เคยอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน แคว้นสิบสองปันนา

แล้วอพยพย้ายถิ่นฐานมาลงหลักปักฐานกระจายกันบริเวณรอบ บ้านหนองเงือกในปัจจุบัน

ด้านบนของ ”พิพิธภัณฑ์ไทยองบ้านหนองเงือก” เป็นที่รวบรวมอนุรักษ์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำเนินชีวิตของบรรพบุรุษชาวยองในสมัยโบราณ

โดยจะแบ่งป็น 3 หมวดได้แก่
1. หมวด ศาสนา
2. หมวด วิถีชีวิตและกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายทอมือ
3. หมวด โบราณวัตถุสิ่งของเครื่องใช้

เปิดเข้าชมฟรีนะคะ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 – 17:00 น.









มาต่อกันที่ “วัดหนองเงือก” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ค่ะ

ก่อนเข้าวัดจะพบกับ “ประตูชัย” ซึ่งเป็น “ต้นโพธิ์อายุกว่า 200 ปี”
มีลักษณะเป็นพุ่มโค้งรับกัน และ “ประตูขุง” ที่สร้างสมัยครูบาญาณะ
เป็น 3สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือน

วัดนี้เป็นวัดประจำชุมชน สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2371 
และมีท่านครูบาปารมีเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

สถาปัตยกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นแบบมอญผสมยุโรปและศิลปะพื้นเมือง

นี่ๆ มีโชว์การเปิดล็อคประตูแบบสมัยก่อนด้วยนะ
โดยการใช้ไม้ที่ดัดเป็นตัวยู เสียบเข้ามาเขี่ยกลอนประตูให้เปิดออก เก๋อ่ะ

อาคารถัดมา เรียกว่า “คะตึก” ค่ะ หรือจริงๆก็คือ หอธัมม์หรือจะเรียกหอพระไตรปิฎกก็ได้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปี พ.ศ. 2449

ภายในมีจิตกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์ในเมืองมนุษย์ ชั้นฟ้าและเมืองนาค

สีบนกำแพงจริงๆยังค่อนข้างชัดอยู่มากนะคะ ดูแล้วได้รับการดูแลค่อนข้างดีทีเดียวเมื่อเทียบกับอายุ

ที่นี่ยังเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการจารึกด้วยอักษรธรรมล้านนาลงไปในใบลาน เก็บอยู่ในตู้นี่แหละค่ะ

ในวัดมีต้นลำไยเต็มเลย อยากจะปีนขึ้นไปสอยลงมาจริงๆ ฮ่าๆๆๆ

เราเดินมาต่อกันที่ร้านรองเท้าจากภูมิปัญญาชาวยองจ้าาา

ทุกคู่เป็นรองเท้า Hand Made นะคะ มีความ Craft ไปอีก
พอจะเดากันได้รึยังน้าว่ารองเท้านี่ทำมาจากอะไร

แท่นแท๊นนน รองเท้าทุกคู่ ทำมาจาก “ยางรถยนต์” นั้นเอง ตัดกันยังงี้เลย!!

มีหลายแบบ หลายไซส์ให้เลือกลองใส่กันนะคะ
ถ้าใส่แล้วไม่พอดีหรืออยากปรับตรงไหน คุณลุงก็จัดการให้ทันทีเลยค่ะ
เรียกได้ว่าเป็น Yong’s Shoes Tailor Made ฮ่าๆๆๆๆๆ

ไปดูงานคุณลุงกันแล้ว เรามาดูฝ่ายคุณป้าบ้าง
เราไปต่อกันที่ “กลุ่มผ้าฝ้ายทอมือ” บ้านหนองเงือกค่ะ

ที่นี่นับได้ว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายใหญ่ที่สุดในภาคเหนือนะเจ้า

เราได้มาดูตั้งแต่การปั่นฝ้าย การย้อม ไปจนถึงการทอออกมาเป็นผืนๆ

ที่บ้านหนองเงือกมีความโดดเด่นในการทอผ้าจนทำให้มีเรื่องราวของ “ทอหูกคู่รัก”
 หรือที่รู้จักกันในนามของ “กี่คู่รัก”
เป็นการทอผ้าโดยใช้สองคนช่วยกันทอ จะทำให้ได้ผ้าผืนใหญ่ และกว้างกว่าปกติมาก
และเป็นกุศโลบายของชาวบ้านที่ไม่อยากให้ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน ให้อยู่ช่วยเมียทำงานที่บ้านไง ฮ่าๆๆๆๆ

ข้าได้ลองทอเองด้วยออเจ้า… ใครถ่าย VDO ตอนที่สอดด้ายทะลุไปอีกฝั่งช่วยส่ง VDOให้ด้วยค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ เขิลจุง

ที่นี่มีเสื้อผ้า ผ้าถุง กระเป๋าขายด้วยนะจ๊ะ แต่เช็คราคาดีๆนะ เพราะบางตัวไม่มีป้ายราคาติดไว้ อาจจะสับสนราคาได้
เพราะพี่ยูซื้อเดรสมาตัวนึงราคา 480 แต่อีกคนซื้อเหมือนกันไซส์เดียวกันแต่ราคา 280 นะจ๊ะ

นอกจากการทอผ้า ก็ยังมีการทำสีย้อมผ้าเองด้วยนะคะ
ถ้าเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ จะไม่ทำให้เสื้อสีตกด้วยนะๆ

เที่ยวเล่นกันมาพอประมาณแล้ว เราก็แวะมาเติมพลังกันที่ “ครัวป่าซาง” กันค่ะ

บรรยากาศดี๊ดี เหมาะแก่การสังสรรค์มากๆค่ะ

อาหารก็อร่อยไม่แพ้บรรยากาศเลย น้ำพริกดีย์มากกกก ไก่ทอดก็ดีย์ กุ้งทอด ห่อหมก ปลาทอด โอ้ยยย ทำยังไงดีเนี่ยยย

แล้วนี่นะคะ ทุกคนก็ไม่ลืมทำหน้าที่ที่ต้องทำก่อนการรับประทานอาหารค่ะ ฮ่าๆๆๆ

ทานอาหารอิ่มแล้ว เราก็ต้องไปเดินย่อยกันซะหน่อยใช่มะๆ

ทางทีมงานเลยพาเรามาช้อปปิ้งกันที่ “บ้านดอนหลวง” อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนนนน

ที่นี่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุนับร้อยปี ที่เที่ยวสุดฮิตและอินเทรนด์ แหล่งผลิตงานหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือรายใหญ่
เราได้เห็นพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อเสื้อส่งจากที่นี่และนำไปขายต่อเยอะแยะเลยนะ
ที่สำคัญคือ ราคาไม่แพง (ก็มีแพงบ้างแหละบางร้านๆ)
แล้วก็มีให้เลือกเยอะมากๆ มีทั้งแบบที่ทอกันมาแต่โบราณหรือแบบทันสมัยหน่อยก็มีนะ

ชาวบ้านแถวนี้ เป็นชาวยองที่มาจากเชียงรุ้งและสืบทอดวัฒนธรรมทอผ้าฝ้ายจากรุ่นสู่รุ่น

แต่เดิมชื่อหมู่บ้านกอถ่าน ทำการค้าวัวควาย เมื่อว่างจากงานหลักพวกสาวๆถึงจะมาทอผ้ากัน

ทุกๆปีช่วงเดือนเมษายน จะมีการจัดงาน “แต่งสีอวดลาย ผ้าฝ้ายดอนหลวง”
ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าประจำปี ใครอยากมาก็จัดตารางลาพักร้อนกันดีๆนะคะ


อันนี้ที่เห็นปิ้งๆอยู่เขาเรียกกันว่า “แอ้ป” จริงๆก็คือห่อหมกนั้นเอง
แต่ที่นี่เขามีทั้งแอ้ปปลา แอ้ปหมู แอ้ปอ่องออ หรือแปลเป็นกลางก็คือ ห่อหมกสมองหมูนั้นเอง!!

เมื่อช้อปปิ้งจนล้มละลายแล้ว เราก็เข้าวัดไปสงบจิตสงบใจกันเสียบ้างค่ะ

“วัดพระธาตุหริภุญชัย” พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เป็นพระธาตุปีเกิดของคนปีระกา

สร้างในพุธศตวรรษที่ 17 รัชสมัยของพระอาทิตยราช ในเขตพระราชฐาน

พระบรมธาตุเจดีย์แบบล้านนา ภายในบรรจุพระเกศบรมธาตุในโกศทองคำ
มองเผินๆหน้าตาคล้ายพระธาตุดอยสุเทพ

ทองอร่ามมากกก วันที่เราไปกันฟ้ามืดมาก ฝนตกปรอยๆสลับหยุดนิ่งตลอดเลย
เดี๋ยวฟ้าเปิด เดี๋ยวฟ้าปิด แต่เจดีย์ก็ยังทองทะลุความมืด สวยงามมากๆค่ะ

เจดีย์ประกอบด้วยฐานปัทม์แบบฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ต่อจากฐานบัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลม 3 ชั้น
ตั้งรับองค์ระฆังกลม
บัลลังก์ย่อเหลี่ยม สูง 25 วา 2 ศอก  ฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ
(แนะๆ มีคนเอาเลขไปแทงหวยอ่ะป่าว)


นอกจากเจดีย์ทองที่ตั้งอยู่ใจกลางวัดพระธาตุหริภุญชัยแล้ว
บริเวณรอบๆยัง มีประดิษฐานไปด้วยอาคารอื่นๆอีกหลากหลาย มีทั้งพระสังคัจจาญ เทพเจ้าทันใจ

แต่เนื่องจากเราเสียเวลากับการถ่ายรูปไปเยอะมาก ก็เลยเดินดูได้ไม่ครบ เพราะที่นี่กว้างใหญ่มากกกจริงๆ
ส่วนคนที่อยากจะมาเองก็ไม่ต้องกลัวว่า จะไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพราะถ้าอยากได้ข้อมูลสาระ ก็สามารถขอแผ่นพับได้จากทางวัดได้นะคะ

พระพุทธเจ้านั่งบำเพ็ญตน


ฟ้าเปิดแล้ว ชักภาพร่วมกันหน่อยนะคะ ยิ้ม

หูยยย สาระมาเต็ม มาเติมน้ำตาลกันหน่อยค่ะคู๊นนนนนน
เดินออกจากวัดมาทางลานจอดรถ เลาะมาก่อนถึงห้องน้ำ
จะเจอร้าน เฉาก๊วยที่อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์ “เฉาก๊วยมุกดา” หูยน้ำลายไหล

เขาบอกว่า ถ้ามาวัดแล้วไม่แวะชิมชานมนี่ยังมาไม่ถึงนะคะ ฮ่าๆๆๆ
อร่อยๆๆ น้ำเชื่อมที่ใช้เป็นน้ำตาลอ้อย หอมๆเหมือนคาราเมลเลย

อันที่จริงใกล้ๆกันยังมีก๋วยเตี๋ยวลำไยด้วยนะ แต่พวกเราต้องรีบไปที่อื่นต่อเพราะแอบเอ้อระเหยช้ากว่ากำหนดเวลาไปแล้ว
เดี๋ยวจะไปไม่ทัน เลยต้องเก็บก๋วยเตี๋ยวไว้ในใจก่อน กลับมาคราวหน้าเจอกันแน่!

บึ่งมาต่อกันที่ กู่ช้าง กู่ม้า ค่ะ

กู่ในภาษาพื้นเมืองก็คือ สถูบ นั้นเอง

กู่ช้างเป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวลำพูนให้ความเคารพสักการะ
ด้านในบรรจุซากช้างคู่บารมีของพระนางเจ้าจามเทวี เชื่อว่างาของช้างพลายเชือกนี้หันไปทางได้ ศัตรูจะต้องแพ้พ่าย
ตอนฝังก็เลยจับช้างนั่งหันหัวและงาชี้ขึ้นฟ้า และสร้างกู่ขึ้นล้อมร้อบ จะได้ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อน



“วัดพระยืน” เดิมชื่อ “วัดอรัญญิการาม” เป็นหนึ่งในวัดสี่มุมเมือง ประจำทิศตะวันออก
พระนางจามเทวีทรงโปรดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1213

เอ๊ะๆ เห็นอะไรนั้นไหมที่บันได

เขาเรียกว่า “มอม” น่ารักมากจ้าาาา
รูปร่างคล้ายสิงโตรวมร่างกับมังกรค่ะ ในศิลปะแบบล้านนา ช่างปั้นจะนิยมปั้นให้คล้ายกับตุ๊กแกหรือค่าง

ยังๆองค์นี้ไม่ใช่พระยืนนะออเจ้า เรามานั่งฟังหลวงพี่เล่าประวัติที่นี่กันหน่อยค่ะ

พี่ยูถ่ายประตูมา เพราะบอกว่า เทวดาหน้าประตูยังหล่อเลยอะ วาดได้หล่อจริงๆนะ

มาฟังเรื่องของพระพุทธรูปยืนกันค่ะ

ได้มีการกล่าวในตำนานมูลศาสนาถึงตอนที่พระยากือนาได้อาราธนานิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยเพื่อมาเชียงใหม่
ระหว่างทางได้พักที่วัดยืนราวพ.ศ. 1912

ขณะนั้นได้มีพระยืน 1 องค์อยู่แล้วแต่บริเวณนั้นเป็นป่า พระยากือนาจึงให้คนไปแผ้วถาง
และสร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มอีก 3 องค์ โดยหันหน้าไปทางทิศ ตะวันตก ทิศเหนือ และทิศใต้

ปัจจุบันได้รับการบูรณะหลายต่อหลายครั้ง

อันนี้พี่บีมแอบตื่นเต้นแหละ
ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นหลักศิลาจารึกของจริงมาก่อน (เว่อร์แท้ๆ)
หลักศิลาจารึก มีกระจกหนาห้อมล้อมไว้ เพราะมีอายุมากกว่า 600 ปีเลยทีเดียว


ที่ศาลาด้านข้างโบสถ์ จะมีองค์พระให้เช่า และยังมีกิจกรรมให้ปั้นพระดินเผาด้วยนะคะ

วิธีการที่แม่ชีสอนก็คือ เราต้องทาแม่พิมพ์ด้วยน้ำมันเสียก่อน แล้วก็ทาที่ปลายนิ้วด้วย เพื่อเวลาที่นวดดินลงไปแล้วดินจะได้ไม่ติดมืด

กดแรงๆนะคะ เดี๋ยวจะไม่ชัด


มีศาลาให้อาหารปลา ใกล้ๆกับทางไปห้องน้ำนะ แต่เจ้าอาวาสบอกว่าตอนน้ำท่วมปลาหายไปเกือบหมดเลย

มื้อนี้เรามากันที่ร้านอาหารที่ได้ชื่อว่า “อร่อยที่สุดในลำพูน” (เว่อร์ไหม)
ส่วนตัวคือ มันดีย์ มากกกกกกกกก ดีย์แบบ อยากขอโต๊ะข้างๆที่ทานเหลือห่อกลับมาทานต่อที่โรงแรมอ่ะ แต่ก็เกรงใจเขา ฮ่าๆๆๆ

ร้านนี้ชื่อว่า “ครัววันดี” ค่ะ เป็นร้านอาหารพื้นเมืองลำพูนแต้ๆ

ร้านนี้ก็เช่นเคย ทางทีมงานททท.ได้สั่งอาหารเตรียมไว้ให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว
โดยที่แต่ละสถานที่ที่พวกเราไปนั้น จะมีทีมงานททท.ได้มาเซอเวย์ไว้ก่อนแล้ว เลยทำให้ไปทุกที่แบบไม่มีสะดุดผ

กลับมาที่ร้านอาหาร น่าทานไหมคะท่านผู้ชมมมม

หูยยย ดูออเดิร์ฟเมืองลำพูนสิคุณ ไม่เคยคิดเลยว่าจะชอบแหนมได้ขนาดนี้ อร่อยมากกกกก

น้ำพริกกับไส้อั่วและแคบหมูคือเทพเจ้าอาหารเหนือ อร่อยมาก

แกงฮังเล ดีมากกกกกกกก

แกงโฮะ!! สารภาพว่า พึ่งเคยทานแกงโฮะที่อร่อยขนาดนี้ อร่อยที่สุดในชีวิต อร่อยมากกกก พี่ยูน่าจะทานคนเดียวเกินครึ่งชาม ฮ่าๆๆๆๆ

จริงๆอาหารมีเยอะกว่านี้ แต่พี่บีมมัวแต่สนใจกินมากกว่าถ่ายรูป ก็เลยถ่ายมาไม่ครบอีกแล้ว ฮือๆๆๆ

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของยูกับบีมนะคะ แต่อาหารอร่อยมากจริงๆ อร่อยทุกจาน ที่เด็ดสุดๆคือลาบหมู (ซึ่งทำไมไม่ถ่ายรูปมา ห้ะ!!) ทานข้าวเหนียวหมดกระติบแบบ อิ่มท้องจะแตกก็ยังจะต้องพยายามตักเข้าปากต่อไปอีก อร่อยมาก

ถ้าได้กลับไปลำพูนจะต้องกลับไปที่ร้านนี้อย่างแน่นอน

ที่นี่ก็ถึงเวลาสั่งของหวานค่ะ ซึ่งของหวานทางทีมงานจะไม่ได้สั่งไว้ให้ ให้พวกเราเลือกกันเองได้
น้องพนักงานก็แนะนำว่า เนี่ย ของหวานจานเด็ดของที่นี่คือ ไอศครีมมะพร้าวกับไอศครีมแคนตาลูป เราก็เลยสั่งอย่างละเมนู จะได้เอามาแบ่งกันทาน เพราะคิดว่าไอศครีมลูกนึงไม่เท่าไหร่หรอก แต่ปรากฏว่า…

ผ่าง!!!!

ลูกนึงจริงๆค่ะ มาทั้งลูกเลย!!!

ไอศครีมกะทิเสิร์ฟในมะพร้าวพร้อมเครื่องแน่น แถมน้ำมะพร้าวก็เสิร์ฟแยกใส่แก้วมาอี้กกก เห็นแบบนี้พี่บีมชักใจไม่ดีแล้ว แคนตาลูปจะมาไม้ไหน

มาไม้นี้ไงงงงงงงงงง

มาทั้งลูกอีกแล้วจ้าาาา
เนื้อแคนตาลูปหวานมากกกกก นอกจากที่เห็นในรูปแล้วคือทั้งลูกนี้ตักทานได้หมดเลย

พี่บีมทานไปหัวเราะไป น้ำตาลโอเวอร์โดสไปแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ

หลังจากทานอาหารกันมาจนเหนื่อย ก็ถึงเวลากลับมาพักผ่อนกันค่ะ
คืนนี้เราพักกันที่ โรงแรม Easy Hotel (2) ซึ่งเป็นสาขาใหม่
เปิดประตูห้องเข้ามายังได้กลิ่นเฟอร์นิเจอร์ใหม่อยู่เลยค่ะ

ห้องกว้างมากกก เราสามารถรื้อกระเป๋าออกมาจัดได้อย่างเต็มที่ เพราะกระเป๋าจะใส่ของไม่พออยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ

เตียงนอนสบาย แอร์ใหม่เย็นฉ่ำ หมอนใหม่สูงไปหน่อย ยังไม่ผ่านการใช้งานสินะ
วันนี้ตะลุยกันมาทั้งวันแล้ว งีบเอาแรงกันดีกว่าเนอะ

แต่เอ๊ะ… ไหนๆก็ไหนๆละ ออกไปเดินดูตลาดข้างนอกหน่อยดีกว่า
ฮ่าๆๆๆๆๆ

เราและชาวแก๊งจึงเดินไปยัง กาดลำพูนจตุจักร ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามโรงแรม
แต่เสียดายว่า ตลาดวายยยเสียแล้ว เนื่องจากเป็นวันเสาร์ ไม่ได้มีถนนคนเดินให้เราเสียเงิน(ไปมากกว่านี้)
จริงๆใกล้ๆโรงแรมก็มีโรงหนัง มีมอลล์ให้เดินเล่นด้วยนะ แต่ว่าก็ปิดแล้วเช่นกัน (สามทุ่มแล้วว)

เราจึงต้องจำใจเดินเหงาๆกลับโรงแรม ป่ะๆๆ ไปนอนกันได้แล้วค่ะ!!

วันสุดท้ายในลำพูน วันนี้เรามากันที่ “ทาปันรักษ์”
ทาปันรักษ์คืออะไร เป็นยังไง ตามเข้ามาดูกันเลยค่ะ

ที่นี่มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ โดยที่จะแบ่งการใช้งานเป็นส่วนๆ

เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ

เราก็จะมาเจอกับบ้านดินหลังเล็กๆหลังหนึ่ง

คุณก้อย เป็นผู้ที่เริ่มสร้างที่นี้ขึ้นมา โดยที่คุณก้อยเล่าว่า ใช้เวลากว่า 5 ปี ในการทำให้ที่นี่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จากพื้นที่ที่มีแต่ป่ารก ปัจจุบัน ทาปันรักษ์ไม่ได้มีแค่บ้านดินนะ แต่ยังแบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ทั้งปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ทั้งนำผลผลิตจากการปลูกมาแปรรูป  อย่างเช่นดอกอัญชัญ ที่นอกจากจะเอามาทำน้ำอัญชัญดื่มได้สดชื่น ยังสามารถนำไปทำเป็นแชมพูออร์แกนิคได้ด้วย

ทุกวันนี้ทาปันรักษ์ ยังเปิดเป็น Farmstay ให้คนที่สนใจการทำการเกษตรอินทรีย์ ได้เข้ามาพักผ่อน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้ที่นี่ด้วย ซึ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ทาปักรักษ์จะเปิดบริการอาหารเย็นด้วยนะ แต่ถ้าให้ดีก็ลองติดต่อสอบถามผ่านทางเฟสบุ๊คดูก่อนก็ได้ค่ะ

วิวหลังบ้านดิน เป็นสวนกุหลาบที่มีฉากหลังเป็นแนวเทือกเขา

สูดหายใจเข้าลึกๆ สบายใจม๊ากมาก

คุณก้อยบอกว่า แกปลูกกุหลาบเพราะแต่ก่อนเคยปลูกต้นอื่นแล้วไม่สวย ไม่มีคนมาถ่ายรูปเลยปลูกกุหลาบซะเลย ฮ่าๆๆๆ

จริงๆแล้วแกปลูกกุหลาบหลายชนิดนะคะ บางชนิดก็หอมมากกกก ก็เอาไปชงเป็นน้ำดื่มได้ หรือบางพันธุ์ไม่หอมเลย สวยอย่างเดียว ก็เด็ดไปปักแจกันได้

ว่านหางจระเข้ก็มี

อัญชัญก็สวย

คุณก้อยเป็นคนกันเองมากๆ เรียกได้ว่าสบายๆ มีไรคุยกันได้แมนๆครัช

เราจึงเข้าไปชมบ้านดินกันสักหน่อย
บ้านดินที่เห็นตรงหน้านี้ ใช้เวลาสร้างเบ็ดเสร็จแค่เดือนครึ่งเท่านั้น!!

แอบเห็นดีเทลที่ม่าน น่ารักครุ๊งคริ๊ง

ในบ้านก็มีทั้งบริเวณที่ให้นอนเล่นพักผ่อนหย่อนใจ

มีบันไดขึ้นชั้น 2 ด้วยนะ ข้างบนสามารถปูเสื่อนอนได้หลายคนเลย


มีเพิงแคร่สำหรับนั่งทานอาหารชิลๆ

ขอแชะรูปหน้าบ้านหน่อยค่ะ อิอิ

ใส่เสื้อมาสีเดียวกับกำแพงบ้านเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

อย่างที่บอกว่า ทุกอย่างที่ปลูกที่นี่ ก็หมุนวนกลับมาใช้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

น้ำกุหลาบหอมๆสดชื่นมากๆค่ะ

ใบทานได้ด้วยนะ ง่ำๆๆๆ

หลังจากที่ฟังคุณก้อยเล่าเรื่องเกี่ยวกับที่นี่จนจบแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารกลางวันกันแล้วค่ะ

จริงๆเมนูหลักของที่นี่จะเป็นพิซซ่าเตาถ่าน แต่วันนี้พวกเราโชคดี ได้ทานเมนูพิเศษอีก 2 เมนูด้วยกัน นั้นก็คือ ข้าวยำนั้นเองงงง

คุณก้อยเตรียมส่วนผสมต่างๆเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทีเหลือก็แค่ประกอบร่างงง

ราดด้วยน้ำบูดู เพิ่มโปรตีนด้วยไข่ต้ม เมนูนี้เฮลตี้สุดๆ

ขนาดน้องกุชชี่ยังนั่งจ้องน้ำลายยืดเลย ฮ่าๆๆๆๆ

เอาล่ะ เรามาวอร์มเตารอกันเถอะ

ระหว่างที่พี่บีมมัวแต่ไปถ่ายรูปข้าวยำ พี่ยูก็นวดแป้งพิซซ่าจนจะเสร็จแล้ว!!! ถ่ายไม่ทันตอนนวดเลยเห็นไหม!!

ที่จริงคุณก้อยนวดแป้งเตรียมไว้ให้แล้วเป็นก้อนๆ ยูแค่รีดออกมาให้เป็นแผ่นค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ
หน้าพิซซ่าก็มีให้เลือกทั้งไส้กรอก เบค่อน ชีส ผักโขม โหระพา ใครอยากปั้นพิซซ่าแบบไหนก็จัดการเต็มที่เลยจ้า

งามไหมๆๆๆๆ

เดี๋ยวจะเอาเข้าไปอบละน้า

เตาวอร์มจนร้อนได้ที่แล้ว

ใส่เข้าไปโลดดดดด
เราพึ่งรู้ว่าพิซซ่าเตาถ่านเขาอบกันแบบนี้!!!
เมื่อเราวอร์มจนเตาร้อนได้ที่ ก็ต้องกวาดถ่านไปไว้ด้านข้าง และเวลาที่ใส่พิซซ่าเข้าไปเนี่ย ก็ต้องระวังอย่าให้ใกล้ถ่านจนเกินไปเพราะมันจะไหม้!
ที่สำคัญคือ ต้องคอยดูและคอยกลับด้านพิซซ่า อยากบอกว่า พิซซ่าสุกเร็วมากๆๆ เพราะข้างในร้อนสุดๆ ต้องคอยจับตาดูไว้ให้ดีนะคะ

เสร็จแล้ววววว น่ากินไหมๆๆๆๆ

ถาดนี้ของคุณก้อยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง สวยเลยอ่ะ

หั่นออกมาแล้วมีความชีสยืดเบาๆ ดูโปรมาก

ในขณะที่ของพวกเรานั้นเป็นแบบนี้!! ฮ่าๆๆๆ น่าทานไหมคะ (มีเขื่อนด้วยอะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ)

ดูๆๆๆ มีความชีสยืด (ของคนอื่นนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ)

จริงๆมีอีกเมนูนึงที่อร่อยมากๆ แต่เรา ลืมถ่ายมา!!!! มัวแต่กิน อิ่มลื้มมมมม ฮ่าๆๆๆ ฮือๆๆ เค้าผิดไปล๊าวที่ตะกละจนลืมทำหน้าที่

อีกสิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนที่ไปที่นี่จะได้รับกลับมาก็คือ “แนวคิด” ดีๆในการใช้ชีวิต ส่วนตัวเราคิดว่า สิ่งสำคัญก็คือการหันกลับมามองตัวเองดีๆว่า เรามีอะไร เราทำอะไรได้ สิ่งสำคัญคือไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก!!

เอาล่ะ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
แต่!! เรายังไม่ยอมกลับกรุงเทพกันง่ายๆ ก่อนกลับขอแวะอีกสักที่(สองที่) ก่อนนะ ฮ่าๆๆๆ

เรามากันที่ ตลาดสุเทพ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน

จริงๆไม่ได้กะจะซื้อไรละนะ แต่ไส้อั่วเขาอร่อยอ่ะ เลยต้องซื้อกลับไปฝากคนทางบ้านกันหน่อย ฮ่าๆๆๆๆ

ดูดีย์อ่ะ

แถมเจอของขวัญวันเกิดแมวด้วยนะ ฮ่าๆๆๆ ป้ายน่ารักเชียว

ด้วยความที่ไม่รู้จะซื้ออะไร บวกกับพี่ยูบังเอิญกดเจอร้านกาแฟน่าสนใจใกล้ๆนี่เอง เลยต้องรีบจ้ำไปชิมซะหน่อย

ถึงแว้วว เดินมาแค่ 5 นาทีเท่านั้น
https://www.facebook.com/Maledcoffeeroasters/

จุดเด่นของร้านนี้เห็นจะเป็นเครื่องคั่วกาแฟที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าร้านนี้แหละค่ะคุณผู้ชม!!

ร้านนี้ชื่อว่า “เมล็ด” ค่ะ แน่นอนว่า หมายถึง เมล็ดกาแฟสิค่ะ จะเป็นอะไรไปได้

ร้านเล็กๆสีขาว มีเมนูให้เลือกหลากหลายเลย แต่ด้วยความรีบและอยากได้อะไรเย็นๆเพราะอากาศร้อนโพดๆ
เราจึงเลือกสั่งเป็น Signature Drink ที่เป็นเมนูเย็นค่ะ

มีขายเมล็ดกาแฟให้ไปชงดื่มเองที่บ้านด้วยนะ คอกาแฟอย่าลืมแวะมาเช็คอินนะคะ

แก้วนี้เป็น Coffee Jelly x Vanilla Milk ที่เห็นดำๆนั้นคือเยลลี่กาแฟล้วนๆเลยค่ะ
เยลลี่อร่อยดี พี่บีมบอกว่าส่วนของนมหวานไปหน่อย (ก็ปกติพี่บีมดื่มแต่กาแฟดำนิ!!)

ส่วนของยูน่ารักมุ้งมิ้ง “Orange Cold Brew” เป็น กาแฟ Cold Brew x Orange Juice ค่ะ!
เข้ากันดีอย่างประหลาด ตอนแรกจะสั่งเป็น Take Away แต่ว่า หูยยยยย เสิร์ฟมาน่ารักอ่ะ
รีบกรึ่บๆก่อนขึ้นรถไปสนามบินแทบไม่ทัน อร่อย หอม สดชื่น ตาตื่น แน่นอน!

แชะรูปหมู่ก่อนกลับกรุงเทพกันซะหน่อยยยย หน้าตาสดชื่นเสมือนพึ่งมาถึงเชียงใหม่ ทำไมหน้าตาพร้อมเที่ยวกันขนาดนี้นะ ฮ่าๆๆๆๆ

ก่อนเครื่องขึ้นเรายังพอมีเวลาว่าง เลยไปนั่ง Boutique Lounge ของ Bangkok Airways กันซะหน่อยค่ะ

ทางพันทิพย์ x Bangkok Airways ก็ใจดี๊ใจดี ให้เรานั่งเครื่องกลับกรุงเทพกันสบายๆ

ในเล้าจ์ค่อนข้างกว้าง มีมุมให้เลือกนั่งหลากหลาย

แถมยังมี Internet / Wifi ให้ใช้ฟรีด้วยนะคะ

เลือกที่นั่งได้แล้วก็ไปตักขนมกันค่ะ อิอิ เริ่มจากอะไรดีนะ
เขาบอกว่า ข้าวต้มมัดที่นี่อร่อยมากกกกกก

Butter Cake ก็หย่อยๆนะ

ทานขนมอย่างเดียวเดี๋ยวจะฝืดคอ ขอน้ำส้มหน่อยค่ะ

อุ้ย ข้างๆมีป็อบคอร์น เอามาด้วยดีไหมนะ ฮ่าๆๆๆๆ

ชา กาแฟ โกโก้ก็มีนะคะ

อันนี้เสิร์ฟพี่บีมเจ้าค่ะ

เล้าจ์คนไม่พลุกพล่าน มีมุมแสงสวยๆให้นั่งถ่ายรูปเล่นด้วย กำแพงสีตัดกับเสื้อไปอี้กก

แล้วก็ถึงเวลาขึ้นบิน เตรียมตัวงีบเพื่อเอาแรงกลับไปนั่งเขียนรีวิว​
แต่เวลาพนักงานต้อนรับออกมา สาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ และ ทางออกฉุกเฉิน ฟังด้วยนาจา

แต่เดี๋ยวก่อน!! เครื่องขึ้นไม่ทันไร มีของว่างมาเสิร์ฟอีกล๊าวววว
เป็นหอยจ๊อ+ข้าวเหนียว พี่อิ่มมากกกก พี่ไม่ไหวล๊าวววว แต่พี่ก็กินเข้าไปอีก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เครื่องทะยานขึ้นฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แอบสะกดขอพี่คนข้างๆให้เขาหลบให้หน่อยอยากถ่ายรูปปีกเครื่องบินบ้าง
เพราะเราไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง ฮ่าๆๆๆ

ท้องฟ้าวันนี้สวยมากกกกก

แล้วเมื่อเครื่องลดระดับลง ก็เป็นเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกแล้ว แสงแดดตอนนั้นสวยมากกก
ทริปนี้ของเราก็จบลงอย่างเป็นทางการ นอกจากจะได้ความสุขและความสนุกจากการท่องเที่ยวแบบที่เราได้รับจากการไปเที่ยวทุกครั้ง

ครั้งนี้มันมีความพิเศษตรงที่เราได้ “เพื่อน” ร่วมทริปใหม่ๆ เราได้ความรู้(สาระ)จากพี่ๆทีมงานททท. แบบที่ปกติถ้าไปกันเองก็จะได้น้อยหน่อย เพราะต้องไปหาอ่านกันเอง ฮ่าๆๆๆๆ

ขอบคุณกิจกรรมดีๆแบบนี้อีกครั้งนะคะ สัญญาว่าถ้ามีจัดกิจกรรมแบบนี้อีก พี่ยูจะรีบไปโพสต์ชิงรางวัลอย่างแน่นอน ฮ่าๆๆๆๆ

ไว้เจอกันใหม่นะคะ ยิ้ม

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้

เชียงใหม่-ลำพูน: Part 1 “ล้านนาอยู่ภาคเหนือแต่ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ”

” พ า เ ปื้ อ น ฮั ก   ไ ป พั ก เ มื อ ง เ ห นื อ ”


ซึ่งขอบอกเลยว่าตลอดทั้งกิจกรรมนี้ ฟรีนะเจ้าคะ!!! ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดแล้ววว “ฟรี”
ถ้าไม่นับรวมสิ่งของเสื้อผ้าที่ไปช้อปกันมา นอกเหนือจากที่ทางกิจกรรมเขาจัดให้น่ะนะ ฮ่าๆๆๆๆ
สิ่งสำคัญที่อยากจะบอกเลยก็คือ อย่าลืมติดตามห้องกิจกรรมใน PANTIP ไว้ดีๆนะคะ 
เพราะว่าจะมีกิจกรรมดีๆแบบนี้ออกมาบ่อยๆแน่นอน

ขอแอบบอกความในใจหน่อยว่า พวกเราไม่เคยไปทำกิจกรรมอะไรแบบนี้เลย คือกิจกรรมที่ไปทำร่วมกับเพื่อนใน Social
ก่อนไปก็แอบเกร็งมากๆว่า ทีมงานจะดุมั้ย(เราไร้สาระ) เพื่อนร่วมทริปจะกินทันเรารึเปล่า(ฮ่าๆๆ) ต้องเตรียมอาหารไปเผื่อไหม
ซึ่งพอไปถึงจริงๆแล้วเนี่ย ทีมงานดูแลดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่ง Pantip เองหรือทางทีม ททท. พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา
ประกอบกับเพื่อนร่วมทริปที่เคมี(โดยเฉพาะด้านการกิน ฮ่าๆๆๆ) ตรงกันมากๆ ทำให้ทริปนี้จบลงแบบสวยงามสุดๆ ประทับใจมากๆค่ะ (แม้น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ฮ่าๆๆๆๆ)
รายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์นี้เลยค่ะ
https://pantip.com/topic/37668779
และเส้นทางที่ยูกับบีมเลือกในครั้งนี้คือ เส้นทางที่ 3 ค่ะ เชียงใหม่ – ลำพูน
เอาจริงๆเลยนะคะ ไม่เคยไปลำพูนมาก่อนเลยในชีวิต
แถมยูยังไม่เคยนั่งรถไฟไทยมาก่อนเลยด้วย!
บอกเลยว่าทริปนี้ดีดมากๆ ตื่นเต้นสุดๆ ถ่ายรูปมาประมาณวันละพันกว่ารูป ฮ่าๆๆๆ

หัวใจ เพราะฉะนั้นจึงขอแบ่งเป็นเป็น 2 กระทู้สำหรับทริปเชียงใหม่-ลำพูนของเราในครั้งนี้ หัวใจ

1. “เชียงใหม่-ลำพูน” Part 1: นั่งรถไฟไปล้านนา อยากบอกว่า “ล้านนาอยู่ภาคเหนือแต่ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ” คริ๊งๆ
https://beamwithyuu.com/2018/06/25/เชียงใหม่-ลำพูน-part-1-ล้านนา/
2. “เชียงใหม่-ลำพูน” Part 2: ไปลำพูนไม่ลำพัง ชมวัดดัง ฟังแนวคิดดีๆที่ทาปันรักษ์ กันนะตัวเอง
https://beamwithyuu.com/2018/06/25/เชียงใหม่-ลำพูน-part-2-โลกก่อ/

อมยิ้ม17 ขอกราบขอบพระคุณผู้สนับสนุนหลักในครั้งนี้นะคะ 
 อมยิ้ม17
PANTIP.com
Tourism Authority of Thailand (ททท.)
การรถไฟแห่งประเทศไทย | State Railway of Thailand
Bangkok Airways

 

ทาง PANTIP และ ททท.มีการจัดเตรียมการ วางแผน สถานที่เที่ยวและกินเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าอัดแน่นสาระ เน้นๆ เต็มๆ

ตามเวลานัดหมาย เราจะต้องมาป๊ะกันที่ สถานีรถไฟหัวลำโพงเวลา 16:00 น. ค่ะ
แต่ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเลยมากันเร็วหน่อยและเดินถ่ายรูปทั่วๆสถานี

ตรงโถงด้านหน้าช่องจำหน่ายตั๋วแอร์เย็นสบายมากจ้า อิๆ

ชอบสิ่งนี้มากๆค่ะ ตู้โทรศัพท์แบบหยอดเหรียญ

ทีมงาน Pantip เขามาปูเสื่อรอกันล๊าว ตามมาๆ

นี่เลยจ้า ชานชาลาที่ 9 3/4 เอ๊ยยยย

ภายในตัวอาคาร ถึงแม้จะเป็นอาคารเก่าแก่ สร้างในสมัย รัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังดูสะอาดและมีสไตล์มากเลยนะ

ถ่ายรูปเล่นรอเวลากันค่ะ

เมื่อถึงเวลาลงทะเบียน เราก็รีบไปลงชื่อกันค่ะ เมื่อลงทะเบียนเราจะได้รับ ป้ายห้อยคอที่เอาไว้เขียนชื่อเล่นค่ะ
อันนี้ส่วนตัวคิดว่าดีมากๆ เพราะจำชื่อคนไม่ค่อยเก่ง แถมเรามากันเยอะมากด้วย เขิลอะถ้าบอกว่าคุ้นๆหน้าแต่เรียกชื่อไม่ถูกกัน อิๆ

ยูอยู่นี่ค่าาาาาาา

ของว่างก่อนขึ้นรถไฟน่ะเจ้า ข้าวเหนียวเนื้อย่าง กับ ข้าวเหนียวหมูฝอย อร่อยดี เนื้อนุ่มไม่เหนียวเลย

พอทานของว่างกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเตรียมตัวขึ้นรถไฟกันแล้วค่ะ

เมื่อขึ้นมาบนรถไฟจะมีบริการถ่ายรูปคู่กับรถไฟนอนแล้วปริ้นใส่จานให้ทุกคน…
ฮ่าๆๆๆๆๆ ไม่จริงนะคะ อันนี้น้องจาก PANTIP ที่ขึ้นมาเก็บภาพผู้ร่วมกิจกรรมค่ะ ^^

นี่เลยๆ หมองรองไม่ให้น้ำลายไหลลงไปเลอะคางหรือคอ เสื้อยืดกิจกรรม และ หนังสือคู่มือจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย

มาเดินสำรวจรถไฟกันค่ะ เรากำลังเดินไปยังตู้เสบียงกันนะ ตู้นี้คือตู้ห้องครัว โอ้วววววว

ตู้ห้องรับประทานอาหาร  สามารถรองรับผู้โดยได้ 32 ที่นั่งค่ะ (อ้างอิงจากหนังสือ ถ้าวันหนึ่งฉันจะนั่งรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยค่ะ)
แถมมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ด้วยนะคะ ดีย์ ส่วนตัวคิดว่าสะอาดดีนะคะ เพราะเป็นรถไฟใหม่ด้วย พึ่งใช้มาได้ 2 ปีเท่านั้น

เราแอบมามีสาระกันนิดนึง ที่นั่งที่เราได้นั่งกันคือ รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้นที่ 2
ซึ่งถ้าไปลงที่เชียงใหม่ราคา ชั้นบนกับชั้นล่างต่างกันนะจ๊ะ
ราคาชั้นล่างจะแพงกว่า อยู่ที่ 1,041 บาท ส่วนชั้นบนราคาจะอยู่ที่ 941 บาท

อันนี้พี่บีมชอบ บอกว่าไฮเทคดี เป็นปุ่มเปิดประตูระบบสัมผัสนะคะ จ๊าบส์ไหมล๊า

มุมแนะนำ พอรถไฟเคลื่อนตัวออกจะเริ่มเห็นวิวตอนเย็นในเมืองนะคะ ลองถ่ายแบบนี้ดู

น่าตีจัง

ประมาณทุ่มนึง จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยกางเตียงให้ เราก็ทะยอยไปล้างหน้าแปรงฟัน มาร์สหน้าเตรียมเข้านอนเพราะต้องตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่
บรรยากาศการนอนก็จะประมาณนี้ค่ะ เขาไม่ได้ปิดไฟให้นะ แต่พี่บีมถ่ายมามืดมากก ฮ่าๆๆๆ บรรยากาศหยั่งกะอยู่ในหนัง

6.15 น. ตรงเป้ง จะมีเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่ว่าจะเริ่มเก็บเตียงแล้ว ใครที่ยังขี้เซาอยู่ก็ต้องจำใจลุกนะคะ

ถึงแล้วจ้า สถานีรถไฟเชียงใหม่

เมื่อออกมานอกสถานีรถไฟ คุณก็จะเห็นรถแดงจอดรอรับลูกค้ากันเต็มไปหมด ถ้าปกติมาเองก็คงต้องใช้บริการรถแดงนี่แหละหนา
แต่คราวนี้มากับ PANTIP และ ททท. ก็เลยพรีเมียมไฮโซมีรถตู้ส่วนตัวไปอี๊กกกกกกกกก ฮ่าๆๆๆ

เอาล่ะ หลังจากที่ทานข้าวกล่องที่ทางทีมงานเขาจัดไว้ให้ เราก็มุ่งหน้าไปชมธรรมชาติกันค่ะ!

จุดหมายแรกของวันนี้เรามากันที่ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จังหวัด เชียงใหม่
โดยจุดแรกที่เรามาชมกันแต่เช้าเลยก็คือ Canopy Walks เส้นทางเดินชมธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้
ที่สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตร แถมยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทางเดินลอยฟ้าสำหรับชมธรรมชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยนะ

แต่ๆๆๆ อย่าพึ่งกลัวความสูงไป ตลอดทางเดินแม้จะมีรู้สึกสั่นๆหวิวๆบ้าง แต่ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อยนะคะ

20 เมตรเอ๊งงงง

โอ๊ะจะบอกว่าค่าเข้า ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า  12 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีจ๊ะ

อันนี้ไม่รู้คิดไปเองป่าวนะ แต่อาจจะเพราะเราอยู่สูงมาก ลมที่พัดมาเลยเป็นลมเย็นๆ
ใครที่แพลนจะมา มากันเช้าๆนะคะ แดดกำลังสวยเลย

วิวชมธรรมชาติรอบข้างอยากบอกว่า เพลินตามาก มองไปทางไหนก็เขียวชะอุ่ม เหมาะกับการพักผ่อนจากการนั่งจ้องทำงานหน้าคอมเป็นที่สุด

ภูเขาที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้คือ ดอยม่อนคว่ำหล้อง ดอยนี้จะมีลักษณะเหมือนโลงศพ
ซึ่งได้ชื่อมาจากตำนานของขุนหลวงวิลังคะ ใครสนใจอยากหาอ่าน ไม่ต้องไปที่ไหนไกลเลย มาอ่านเอาที่นี่เขาก็มีเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังนะคะ



เนื่องจากทางเดินนั้นมีความยาวถึง 400 เมตร ทำให้เราเดินถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆไปได้เรื่อยๆ
ที่เห็นตรงหน้าของเราเป็นทางเดินไปยังจุดชมวิว จากตรงนี้มองไปดู Jurasic World มากๆ
อยากจะเจอ T-Rex สักตัว ฮ่าๆๆๆ (ภาพนี้ถ่ายด้วย P20Pro ค่ะ ขนาดภาพเลยเพี้ยนจากภาพอื่นหน่อย)

ธรรมชาติมากๆ ขนาดมดยังตัวบึ้มขนาดนี้ อย่ากัดช้านนนนนนนน!!!

เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าที่นี่มีกิ้งก่าบินด้วยนะ
พอเราเจอไอ้เสือตัวนี้ก็เลยพยายามถามมันว่าตุ๊กแกบินอยู่ไหน มันก็เอาแต่บอกว่า “ไม่เอาาา ไม่เอาาาา”

ตึม ตึม ตึม

มองไปเห็นแอ่งน้ำที่พื้นมีแรงสั่นสะเทือน ต้นไม้สั่นๆๆ

แล้วแพะที่ผูกไว้ก็หายไปปปปป ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้อยู่ๆ

ง็อววว~ ทุ่งลาเวนเดอร์และชายหนุ่มผู้อ่อนโยน
(ความจริงคือ พี่ยูเดินหายขึ้นรถไปแล้วพี่บีมเลยหันไปแอบถ่ายคนอื่นมาแทนเพราะไม่มีแบบ ฮ่าๆๆๆ)

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สวยอ่ะ
https://www.facebook.com/qsbgcm/

ที่นี่มีหลายโซนให้เดินดูเลยนะ สามารถใช้เวลาได้ทั้งวันเลย
มีทั้งกลุ่มอาคารเรือนกระจก
เรือนกล้วยไม้ไทย เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย ที่เด็ดๆน่าจะเป็นพืชทนแล้ง ที่เห็นหนุ่มสาวมาถ่ายรูปโพสภาพจัดกันเต็ม

ที่นี่คุณจะได้เจอกับพันธุ์ไม้หายากเยอะแยะมากมาย ใครที่เป็นสายเขียว เอ้ยยย สายธรรมชาติ (เอ๊ะ ยังไงนะ) รับรองว่าสนุกสนานแน่นอน

ไหนๆใครตอบได้บ้างว่านี่คือใบอะไรน้า

เริ่มจากที่ไหนก่อนดีน้า

เรามาเริ่มกันที่กล้วยไม้ก่อนเลย สวยๆทั้งนั้นเลย
แต่พี่วิทยากรบอกว่าเป็นพันธุ์ผสมทั้งนั้น เพราะ…. มีคนมาขโมย…. ปัดโธ่!! ทำกันได้

สวัสดีเราชื่อ อลิส นี่คือ Wonderland ใช่มั้ย



อันนี้ได้ยินพี่ๆข้างหน้าเค้าคุยกันว่าคือกุหลาบ….อะไรปีๆนี่แหละ พันปี หรือ หมื่นปี??? โธ่ยูสาระอยู่ไหนนะ

ไปต่อกันที่ป่าดิบชื้น

ซู่ซ่า ที่นี่มันก็จะชื้นๆตามชื่อหน่อย เป็นพวกพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้นค่ะ

พี่ขอฟาดมือคนที่มาสลักชื่อซักทีได้มั้ยนะ… นี่ไม่ใช่โซลทาวเวอร์นะคะที่น้องจะมาขีดเขียนหรือคล้องกุญแจคู่รักได้น่ะ

เรามาถึงห้องที่ทุกท่านต้องมาโพสท่าสุดอลังถ่ายรูปกันแล้วค่ะ

น้องกระบองเพชรมากมายหลายสายพันธุ์รอต้อนรับทุกคนอยู่นะคะ เยอะมากจริงๆ

ระวังนาจา ล้มไปโดนมันเจ็บนาจา
ใครพาน้องตัวเล็กมาคอยระวังกันด้วยนะคะ

น่าร้ากกก


อันนี้เขาบอกว่าเป็นพันธุ์หายากด้วยนะคะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นกระบองเพชร ตอนแรกนึกถึงแฮร์รี่พอตเตอร์ค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

พันธุ์นี้เขาบอกว่าแพงแหละ ก็เลยถ่ายมา ฮ่าๆๆๆๆ (แถมรีบๆถ่ายเลยไม่ชัดด้วยนะ)


ไปต่อกันท่ีน้องบัวลอยเจ้าเพื่อนยากกันค่ะ

บอกเลยว่า เรานั้นไม่สามารถแจกแจงได้ว่าพันธุ์ไหนเป็นพันธุ์ไหนค่ะ ฮ่าๆๆๆ

แอบเห็นแมงมุมกำลังเล็งน้องผึ้งด้วยนะ

ดอกบัวสวยจัง แต่เดี๋ยวก่อนนนนนน เห๊ยยยยยยยยยยยยย!!!!!
อมยิ้ม02
เราทำแบบนี้ได้เลยฮ่าๆๆๆๆๆๆ โอ๊ยคิดถึงพ่อ พ่อชอบส่งแบบนี้มาทุกวันเลย ตัลล๊ากกกกกก

 

ดูความใหญ่โตนั้นสิคะ!!!

อยากลงไปยืนมากเลยนะ แต่เคยได้ยินว่ามันรับน้ำหนักได้ประมาณ 30-40กว่าโล… จุดนี้คือเกินมาไกลมากเลยจ้าาาา


เมื่อออกมาด้านนอกโรงบัวแล้วก็พบกับสิ่งนี้ค่ะ สดชื่นไหม

อันนี้คือน้ำพุด้านหน้าค่ะ

นั่งด้วยได้ไหมคะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

สวยจริงๆ อยากเปลี่ยนชุดมาถ่ายรูปใหม่มาก ถ้ามีเวลาอย่าลืมแวะชมนะคะ

มื้อเที่ยงของเรามาในวันนี้ เรามากันที่ “โป่งแยง แอ่งดอย” ค่ะ
https://www.facebook.com/PongyangAngdoiRestaurant/

ร้านอาหารน่ารัก ธรรมชาติมากๆ ทานข้าวดูน้ำตก ฟังเสียงนกกันเพลินๆ
ส่วนอาหารจานนี้ไม่เพลิน จานนี้จริงจัง หมูแดดเดียว บ้าเอ๊ยยยยย อยากสั่งเพิ่มมมม
พี่คะขอแบบนี้อีก2จาน
อร่อยมาก ดีมาก กรอบนอก นุ่มใน โอ๊ยคุณพระ ใครๆมาก็ต้องสั่งค่ะเมนูนี้
โห ปลาเนี่ยกินได้ทั้งตัวเลยเจ้าค่ะ แต่ระวังก้างตำปากเอานะ
ทานผักบ้างนะคะ เดี๋ยวจะมีปัญหากับระบบขับถ่าย ฮ่าๆๆๆ

แกงคั่วเห็ดถอบ ซดได้เรื่อยๆเลย ชอบมากก

เมื่ออิ่มแล้วเราก็ลงมาเดินย่อยกันด้านล่าง มีธารน้ำตกไหลผ่านกันเบาๆให้พอเล่นกล้องได้ค่ะ
ในภาพนี่คือใช้ P20Pro ยืนมือสั่นหงึกๆๆๆถ่าย ได้อยู่นะๆ

สวยยยย

ด้านบนที่เห็นนั้นมีที่พักด้วยนะคะ ใครสนใจอยากมานอนเล่นชิวๆแถวนี้กดจองห้องเลยจ้า

หลังจากเราทานอาหารกลางวันเสร็จ ทางทีมงานก็พาพวกเราเข้าที่พัก แต่เนื่องจากเราไปถึงโรงแรมก่อนเวลาที่วางแผนไว้
แถมนัดกันอีกทีก็ตอนเย็นเลย เราก็เลยออกมาซิ่งเที่ยวเล่นแถวนิมมานกันก่อน

ก่อนมาก็แอบทำการบ้านมานิดหน่อยว่าใกล้ๆที่พักนี่มีอะไรให้ทำบ้างนะ
ก็เลยเจอร้านกาแฟที่มีดีกรี World Latte Art Champion อยู่ห่างจากที่พักไปแค่ 10 นาทีเดิน พุ่งตัวไปกันเลยค่ะ!

https://www.facebook.com/ristr8to/
ร้านที่ได้ขึ้นชื่อว่าบาริสต้าของร้าน ชนะการประกวดหลายรางวัลนะคะ

ร้านนี้เขาได้รางวัลมากมายมหาศาล น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วเนอะๆ แต่เราพึ่งเคยมาขอตื่นเต้นหน่อย อิอิ

อ้างอิงจากใน IG ของร้านนะคะ
2017 World Latte Art Champion
2017 World Latte Art Battle Champion
2011, 2015 World Latte Art Finalist
2015-2017 Thailand Latte Art Champion

เรามากันที่ถ้วยแรก SATAN LATTE ลายเนี่ยจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของบาริสต้านะคะ
ได้ยูนิคอนมาเนี่ย
อาจจะเป็นเพราะพี่ยูเดินไปสั่ง เลยมีความมุ้งมิ้ง (จริงๆไม่ใช่อย่างงั้นนะคะ ฮ่าๆๆๆ)

แก้วนี้กาแฟเบาบาง ใครที่ไม่ใส่สายกาแฟแต่อยากมาถ่ายรูปชิคๆสั่งแก้วนี้ได้เลย

แก้วที่ 2 คือ GODMOTHER / MOCHA เบาๆดื่มดึกๆยังได้ นอนหลับสบาย

เมื่อผ่านไป 2 แก้วแล้วเราคิดว่า คาเฟอีนยังเข้าเส้นได้ไม่เต็มที่ จึงต่อด้วยแก้วที่ 3 FICARDIE
ซึ่งได้คำแนะนำมาจากครูที่สอนบาริสต้าให้พี่ยูว่าตัวเนี่ยเด็ด 
โหยคือดีเลยอ่ะ ตัวนี้ค่อนข้าง Full Body เพลิดเพลินๆ

พี่ยูแอบไปขอถ่ายรูปตอนทำลาเต้มาด้วย แต่ทว่า ถ่ายไม่ทันจ้า ฮ่าๆๆๆๆ

พอเราดื่มกาแฟกันเสร็จคือตาโตเลยเจ้า เราก็เดินเล่นเลาะกันเข้ามาในซอยใกล้ๆ
อ้าววว
มีอีกสาขาในซอยด้วย คนเยอะทุกที่เลยจ้า
น่าเสียดายที่ไม่ได้เจอพี่เจ้าของร้าน เขาว่ากันว่างานดี ฮ่าๆๆๆ

ระหว่างเดินเข้าตามซอกซอยต่างๆเพื่อจับโปเกม่อนเชียงใหม่อยู่นั้น
พี่ยูเดินมาสะดุดกับร้านสีชมพูฟรามิงโก้อันนี้ น่ารักมากๆ สีโดดเด่นสุดๆ

Frosé Yogurt Café เข้าร้านสิคะ จะรออะไร!
https://www.facebook.com/froseyogurtcafe/

เห๊ยโยเกริตไม่อ้วน ไปค่ะที่รัก

เข้ามาเพราะฟรามิงโก้เลยจ้าา

ด้านในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น่ารักสีจัมปูววว มุ้งมิ้งกระดิ่งแมวม้ากกกก

เมนูที่ร้านนี้มีหลากหลาย แต่ของฮิตคือ โยเกิร์ต DIY ค่ะ เลือกขนาดถ้วยแล้วตามมาเลยค่ะ

เนี่ยๆ ตรงมาตักท็อปปิ้งก่อนเลย มีตั้งแต่ผลไม้ ซีเรียล ฝอยทองก็มีนะเอ้อ

โยเกิร์ตก็เลือกรสชาติได้เองนะคะ มีรสธรรมชาติ บลูเบอร์รี่ สตอเบอร์รี่ และก็มะม่วงงง

มะม่วงสิ (โฟกัสไปที่กล้ามแขน และเอ็นที่ข้อมือ)

เสร็จแล้วก็เดินไปชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง (ใช่ที่ไหน!!) เขาจะคิดราคาตามน้ำหนักที่เราใส่ลงไปในถ้วย แล้วก็ยังมีเมนูอื่นๆให้สั่งได้ด้วยนะคะ

โต๊ะนั่งก็มียังมีความมุ้งมิ้ง

พี่ยูสั่งแชมเปญ Non-Alcohol มาด้วย รสชาติจะออกไปทางน้ำลิ้นจี่ซ่าๆ สดชื่นดีแท้ ถูกใจพี่ที่สุด

หลังจากที่เที่ยวเล่นกันมาจนเหนื่อยทั้งวันแล้ว เราก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันสักหน่อย
คืนนี้เราพักกันที่ Kantary Hills Hotel & Serviced Apartments กันค่ะ
https://www.facebook.com/Kantaryhills/

อยากบอกว่า โรงแรมใหญ่มากกกกกก มีตั้งหลายตึก แถมมีทั้ง Fitness และสระว่ายน้ำกลางแจ้งอีกต่างหาก
แน่นอนคนเฮลตี้ๆอย่างเราก็เดินผ่านแล้วก็ตรงเข้าห้องไปนอนแช่น้ำร้อนในห้องแทน ฮ่าๆๆๆๆ

ห้องกว้างมากแม่เจ้าโว๊ยยยยย ห้องน้ำก็มีทั้งอ่างแช่น้ำ และห้องอาบฝักบัวแยก 
สิ่งที่ประทับใจสุดคือ ความดันน้ำค่ะ
คือ ทุกคนเคยใช่ไหมคะเวลาไปโรงแรมบางแห่งแล้วเจอน้ำไหลอ่อยเป็นเยี่ยวแมว
แถมอุณหภูมิก็เหวี่ยงจากร้อนเดือดเป็นออนเซนไปเย็นยะเยือกหยั่งกะอยู่หิมาลัย
ในส่วนของที่นี่นั้น คือดีย์มากกก น้ำอุ่นกำลังดีและแรงสะใจแบบไม่มีสะดุด เหนื่อยๆมาอาบน้ำแบบนี้คือฟินมากกกก
สบู่ แชมพู ที่ทางโรงแรมจัดให้ก็หอมสดชื่นมาก เลิฟ

มื้อนี้เรามากันที่ร้าน “หลองข้าวลำ”
ตามไปดูข้อมูลเพิ่มเติมของร้านได้ทางนี้เลย https://www.facebook.com/lklCM/
เมื่อสะอาดสดชื่นแล้วก็พร้อมทานอาหารเย็นแล้วค่ะ ป่ะไปทานอาหารพื้นเมืองล้านนากันเต๊อะ!

อาหารเมืองแต้ๆเลยเจ้า พอเข้ามาด้านในร้าน เราจะเห็นลานสถานหญ้ากว้างๆ
และมีซุ่มอาหารต่างๆตามมุม บุฟเฟ่ต์แบบคอกเทลอาหารเมืองน่ะเจ้า ดีงามมมมม

แต่ขอกระซิบบอกก่อนว่า ปกติแล้วทางร้านก็จะเป็นเหมือนร้านอาหารเมืองเหนือทั่วไป
สั่งอาหารมาทานได้เป็นอย่างๆ ทางร้านจะจัดอาหารบุฟเฟ่ต์แบบนี้เฉพาะวันที่มีลูกค้าจองมาเท่านั้นนะคะ
ไม่ได้จัดรอไว้ทุกวัน รวมถึงโชว์การแสดงก็จะมีเตรียมไว้เฉพาะวันด้วย ใครที่สนใจจะมารับชมบรรยากาศชิลๆ
เดินชิมอาหารชมการแสดงแบบนี้ลองติดต่อทางร้านดูก่อนมานะคะ

มาถึงก็หยิบถาดค่ะ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม

สอยอันนี้ก่อนเลย เด็ดมาก หอมใบตองย่างมากๆ

พี่คะๆ น้องขอหมดเลยได้ไหมเจ้าค่ะ

โอ๊ยยย ไทยมุง

บรรยากาศโดยรวมสนุกสนานมากๆเลย แต่ละคู่เดินชมเดินเลือกอาหารกันใหญ่

นี่คือสิ่งที่เราได้มาหลังจากออกไปสู้รบปรบมือกับผู้หิวโหยทั้งหลาย จะบอกว่านี่ไม่ครบทุกอย่างนะคะ
ใส่ถาดเดียวไม่พอ เดี๋ยวมีต่อรอบสอง สาม สี่ ห้า…

วันแรกคือกินทั้งวันจริงๆนะ เหมือนเป็นการเตรียมตัวจำศีลของหมีขั่วโลก
ถามว่าที่ตักๆมานี่ทานหมดไหม อยากบอกว่า “ไม่เหลือนะยะ” ฮ่าๆๆๆๆๆ




หนังท้องตึง หนังตามันชวนจะปิดให้ได้เลยจริงจริ๊งงงงงงงง 
เราเลยมาเดินเล่นผลาญเงินบาทกันค่ะ

เพราะนอกจากอาหารแล้ว ที่นี่ยังมีของไทยผ้ามัดย้อมต่างๆให้เราเลือกเสียเงินด้วย สวยงามมากออเจ้า

กระเป๋าสตางค์ในมือน้องสั่นไปหมด

พอตะวันลับฟ้า ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกับการดื่มกิน ก็มีโชว์จากทางร้านมาให้ชมกันด้วยค่ะ
เป็นการแสดงแบบท้องถิ่นของที่นี่ ซึ่งบอกเลยว่า กล้องมือหมุนของพี่บีมนั้น ถ่ายไม่ทันเจ้าค่ะ ฮ่าๆๆๆ น่าสงสารตัวเองกันเหลือกัน

นอกจากนี้ ทางทีมงานยังมีเกมส์มาทำกิจกรรมกับทุกคนด้วย เรียกว่าคืนนั้นอิ่มท้องอิ่มใจ สนุกสนานเฮฮาไปตามๆกัน

จบคืนนี้เราก็กลับไปซุกตัวนอนที่โรงแรมเพื่อเก็บแรงเอาไว้ไปลุยลำพูนในวันพรุ่งนี้กันต่อ

ขอขอบพระคุณที่ติดตามรับชมพวกเรามาจนถึงตรงนี้นะคะ
สาระไม่ค่อยมี แต่หน้าตาดีนะจะบอกให้ ฮ่าๆๆๆๆๆ
โว๊ยยยยยยยยยย 

ทริปลำพูนอีก 2 วันที่เหลือจะเป็นยังไงนั้น โปรดติดตามชมในตอนต่อไปนะคะ
ขอตัวไปนั่งเลือกรูปก่อนน้า ฮือออ ถ่ายมาทำไมเยอะแยะ เลือกไม่ถูกเลย

แล้วพบกันค่ะ ยิ้ม

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com
ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้

PATTAYA >> Ronin Japanese Restaurant พัทยายังมีอาหารญี่ปุ่น ถ้าคุณอยากได้ไออุ่นก็ยังมีผมนะ

พัทยายังมีอาหารญี่ปุ่น ถ้าคุณอยากได้ไออุ่นก็ยังมีผมนะ กริ้วววววววว~~~~!!!
ฉันจะไปพัทยาาาาา ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ~~~~ อะเพลงมาาาา!!!

วันนี้เราจะพาไปพัทยากัน หลายๆคนที่ไปพัทยาจะนึกถึงซีฟู๊ดและอาหารทะเลสดๆใช่ไหมคะ
แต่ๆๆ วันนี้เราจะพาไปทานอาหารญี่ปุ่น ที่เด็ดที่สุดในแถบพัทยากัน
เชิญรับชมภาพกันเลยค่ะ

https://www.facebook.com/roninpattaya/

ฉันหิวเหลือเกินพี่ชายยยย

เรามาอยู่กันที่ร้านอาหาร Ronin Japanese Restaurant 
ร้านอยู่ใกล้ๆกับวงเวียนโลมานะคะ
สามารถถามพี่กู๋ ใน Google Map ได้เลย ตรงข้ามร้านจะมีลานจอดรถของทางร้านอยู่ด้วย จอดฟรี สบายใจได้

บรรยากาศภายในร้านตกแต่งสไตล์ โมเดิลญี่ปุ่น 
ให้ความรู้สึกเหมือนเดินหลงมาบ้านซามูไรเท่ๆ
ถ้าแต่งตัวเข้าธีมหน่อยมาถ่ายรูปตรงมุมนี้นี่คิดว่าวาร์ปไปญี่ปุ่นเลยทีเดียว

มุมถ่ายรูป เช็คอินก่อนเข้าร้าน อิอิ

บรรยากาศในร้าน ตัวร้านตกแต่งด้วยกระจก เปิดออกไปชมวิวสวนญี่ปุ่นด้านนอก ชิลสุดๆ


ยังมีโซนบาร์ให้เราแอบดูเชฟปั้นซูชิกันสดๆด้วย

นอกจากนี้ยังมีห้อง VIP บริการแบบส่วนตัวอีกด้วยนะคะ แต่แนะนำว่าต้องโทรจองก่อนน้า
พวกเราไปทานมื้อกลางวันวันอาทิตย์นี่คือ คนแน่นนนเลยจ้า

ไหนๆมาดูอาหารกันบ้างดีกว่า!!
เริ่มด้วยเอฮิเระหรือครีบปลากระเบนย่าง จานนี้เป็นเมนูโปรดสำหรับสายอิซากายะ ที่พวกเราเองต้องสั่งทุกร้านที่เจอ
แต่ร้านนี้พิเศษตรงที่ เนื้อกระเบนไม่เหนียวเลย! ไม่มีความแข็งนาจา ย่างมาหอมๆ กรอบๆนุ่มๆ ถูกใจกับเมนูนี้มากๆ ฟาดเรียบหมดอย่างรวดเร็ว

กับแกล้มสายดื่มอย่าง ทาโกะวาซาบิก็มีนะคะ แซ่บๆดึ๊บๆ รสชาติไม่ต้องพูดถึง แค่เห็นรูปก็กลืนน้ำลายแล้วใช่มะๆๆ

ตามด้วย Shirauo Salad หรือสลัดปลาเงิน เคี้ยวเพลินๆ น้ำสลัดเป็นแบบโชยุ แถมมีไข่กุ้งเคี้ยวกรุบๆเพลินไปอี้กก

ด้วยความที่ไปกันหลายคนเลยได้ลองหลายเมนูหน่อย เราเลยสั่ง Sashimi Salad มาอีกหนึ่งจาน
น้ำสลัดเป็นแบบเดียวกัน ที่สำคัญคือ ปลาดิบสดมากกกกกกกกกกก ก.ไก่ ล้านตัววววว

สายไทยต้องสั่งจานนี้เลย Salmon Thai Spicy น้ำยำอย่างเด็ดอ่ะ
คือเนื้อปลาหมดแล้วเราก็เอาแตงกวาเอามะเขือเทศมาจิ้มน้ำกินต่อจนหยดสุดท้าย เขียนไปน้ำลายสอไป หูยย

มาดูซูชิกันบ้าง พี่บีมสั่งของโปรด ซูชิไข่แซลมอนเม็ดโตๆ (เม็ดเบอเริ้มจริงๆ แตกเพลาะๆ เด้งสดสุดๆ)
Uni ก็สดมากเช่นกัน ไม่คาวเลย และปลามะไดที่มาท้ายสุดก็สดมากๆเช่นกัน

ตามด้วยฟรัวกาก็ดีมากๆ นุ่ม รสชาติกลมกล่อม โอ๊ยฟินเวอร์จริงๆ

ในเมนูจะมีโรลให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย ที่เราเลือกสั่งมาคือโรลปลาไหลเนื้อแน่นๆ เต็มคำ ฟินส์ฮะบอกเลย

สำหรับสายเนื้อ ต้องสั่งนี่เลย Wagyu Roll
ซูชิเนื้อลาย โอ๊ยยยยย แม่เจ้าาา เนื้อนุ่มมากพี่บอกเลย
ซูชิเนื้อเนี่ยเราถือว่าเป็นของยาก แอบบ้วนทิ้งมาหลายคำแล้วแต่ที่นี่นี่ต้องบอกว่า “สั่งเพิ่มจ้าา”

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีจัด Special Set ไว้ให้ด้วย เป็น Set ซูชิที่คัดสรรมาแล้ว
มีทั้ง Set Salmon สำหรับคนชอบแซลมอน Set ปลาหมึกก็จะประกอบด้วยซูชิหน้าปลาหมึกส่วนต่างๆ
Set นี้มีทั้งกุ้งหวาน เอนกาวะ หอย ปลาไหล ถ่ายรูปเสร็จยังไม่ทันเช็คภาพ เงยหน้ามาอีกทีโดนคีบกินกันไปหมดแล้ววว

โอ้ยยย ไม่ได้มีแค่ซูชินะ ปลาย่างปลาย่างอะไรก็มี เนี่ยปลาหิมะย่าง
เนื้อนุ่มมากกกก หอมด้วย กรี๊ซๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (พี่ยูชอบปลาหิมะที่สุด ไม่ว่าจะย่าง จะนึ่งซีอิ้วหรืออะไรก็ตาม กรี๊ซซซซๆๆๆๆๆๆๆๆ )

Chutoro Steak นี่เป็น Chef Recommended ของที่นี่ แอบแพงหน่อยแต่ อร่อยมากกกกกก

เนื่องจากจานนี้แพง ขอลงอีกรูป ฮ่าๆๆๆๆ แต่อร่อยจริงๆนะ ฮือๆๆ

ด้งก็มีนาจาาา  Bara Chirashi Don

จานนี้ตอนแรกก็นึกว่าด้ง แต่จริงๆแล้วเป็นเส้นคล้ายๆอุด้งเส้นแบน
ทานคู่กับปลาแซลมอนราดด้วยซอสเมนไทโกะ “Inaniwa Mentaiko” ทานกับซอสแล้วฟินสุดๆ

บะหมี่เย็นอันนี้สั่งมาตอนที่อิ่มจะแย่อยู่แล้ว
แต่เป็นความชอบส่วนตัวพี่บีมล้วนๆ
ที่อยากลองบะหมี่เย็นของทุกร้านอาหารญี่ปุ่น
ขณะที่ยูกำลังคุยโม้กับเพื่อนๆ
หันมาอีกที่คือพี่บีมทานหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ
เด็กอ้วนเอ๊ยยยยยยยย พี่บีมบอกน้ำจิ้มโซบะเย็นรสชาติดี แอบมีติดหวานๆนิดหน่อยด้วย

พระเอกของร้านนี้ ที่เราแอบดูลูกค้าหลายๆโต๊ะสั่งกัน คงจะหนีไม่พ้น
“Ronin Tempura” จานนี้เลยค่ะ
ตัวเนื้อแป้งที่เราเห็นเป็นสีดำคือ ชาโคลนะคะ
เค้าบอกว่าดีต่อระบบย่อยอาหาร
แหมไม่สั่งได้ยังไงคะ
ทานไปซะเยอะขนาดนี้ ต้องการตัวช่วยย่อยด่วนๆเลยแหละ

สำหรับวันนี้ก็ขอตัวไปนอนย่อยกันก่อนแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆที่ติดตามนะคะ
ส่วนใครที่มีร้านในดวงใจอยากให้เราไปลอง หรือมีร้านที่อยากไปแต่ยังไม่ได้ไปซะที มาแชร์กันได้น้า เดี๋ยวไปเป็นหนูลองยาให้ ฮ่าๆๆๆ

แล้วเจอกันใหม่นะคะ ❤

OKINAWA (Part: กินนนนนน) มีพุงไม่เห็นแปลก ไม่มีแดกสิเรื่องใหญ่

ไซบีเรียนฮัสกี้ โอฮาโย~ วันนี้เราจะพาคุณไปตะลุยร้านอาหารใน “โอกินาว่า” กันค่ะ ก่อนไปเที่ยวเราก็มีศึกษามาบ้างว่า
โอกินาว่ามีอะไรเด็ด ซึ่งสิ่งที่เราต้องไปลองให้ได้แน่ๆนั้นก็คือ Taco Rice และ มะระผัด รวมถึงราเมงสไตล์โอกินาว่าด้วย
ไม่ใช่แค่นั้นนะ เรายังแอบเจอร้านบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าในโรงแรมที่ได้ที่ 1 อีกด้วย!! ปี2016 (ป่ะนะ)
หูยยยย แค่นี้ก็หิวแว้วว ตามไปดูกันเลยค่ะ

ปล. โพสต์นี้ ขอเรียงตามความชอบส่วนตัวนะคะ ของเด็ดซ่อนไว้ท้ายนะ อิอิ ^^

ขอเปิดด้วยร้านอาหารมื้อแรกของโอกินาว่าเลยนะคะ
เรามาทานกันที่ SHURI CASTLE
สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งก็จะมีร้านอาหารให้บริการอยู่
ร้านอาหารชื่อ Suimui สำหรับที่นี่เราถือว่าอาหารใช้ได้เลยทีเดียว ไปดูกันเลยค่ะ

เริ่มด้วย Set ข้าวกับมะระผัดไข่ ของขึ้นชื่อของโอกินาว่า
อูวววววว มะระอร่อยยยยยยยยยยยย เป็นคนไม่ชอบทานมะระ ยังชอบเลยนะ ขมหน่อยๆแต่อร่อยจริงๆ

ของขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่ก็คือ “หมู!”
คนโอกินาว่าจะฮิตกินหมูมากๆ
จึงเกิดเป็นเมนู ข้าวแกงกะหรี่หมูสามชั้นย่างงง

อือหือออออ ไขมันล้วน คิดซะว่ากินคอลลาเจนเนอ

แถมราเมงโอกินาว่าสไตล์อีกชามค่ะ
ถือว่าเป็นมื้อที่ราคาโอเค และรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
(จริงๆลองทาโก้ไรส์ด้วยนะ แต่ของที่นี่เฉยๆน่ะ)

2.
เย็นนี้เรามาทานอาหารที่ Zizake Yokocho
ร้านนี้คือเปิดโบรชัวที่โรงแรมเห็นว่ามีการแสดงด้วยเลยมาดูหน่อยดีกว่า
เป็นการแสดงพื้นเมืองของที่นี่ เรียกได้ว่าสนุกสนานดี จะมีเพลงติดหูประจำเมืองด้วย ต้องลองมาฟังกัน

บรรยากาศในร้านก็น่ารัก แต่ชั้นล่างจะไม่มีโชว์ให้ดู
ถ้าอยากดูโชว์เชิญชั้น 2 ค่ะ

อาหารที่นี่มีทั้งแบบเป็น Set Omakase และตามสั่ง ซึ่งบอกเลยว่า ตามสั่งเถอะ Omakase มี 3 ราคา
ลองสั่งมาทั้ง 3 ราคาแล้ว แทบไม่ต่างกัน แถมคุณภาพ… เอาเป็นว่า ถ้าไม่ได้อยากดูโชว์
หรืออยากดูโชว์ ก็ลองหาที่อื่นได้ ฮ่าๆๆๆ โชว์สนุกดีค่ะ อาหารทานพอเป็นกับแกล้มได้
แต่ถ้าจะหาที่สำหรับทานมื้อหลักดีๆ ที่นี่จะไม่ค่อยเหมาะค่ะ (หรือเราสั่งกันไม่อร่อยเอง ฮือออ)

3.
Capital Steakhouse
มาถึงร้าน Steak กันบ้าง
ร้านนี้เคยเห็นคนเขียนถึงบ้างแล้ว ถือเป็นร้านสเต็กราคากันเองที่คุณภาพพอใช้ได้เลยค่ะ

https://okinawahai.com/capital-steakhouse/

เมนูมีทั้ง หมู ไก่ เนื้อ กุ้ง ทุกเซ็ตจะมีซุปกับสลัดให้ด้วย เราสามารถเลือกได้ว่าจะทานกับขนมปังหรือข้าว (ขนมปังอร่อย)
เมื่อเราสั่งอาหารเสร็จแล้ว คุณเชฟก็จะมายืนทำให้ตรงหน้าแบบนี้เลย

ซุป เหลวๆไปนิดส์นึง แต่รสชาติอร่อยดีค่ะ

สลัดตัดเลี่ยน

ฉ่าาาาา เนื้อเขาก็จะมีให้เลือกหลายแบบนะคะ เราลองสั่งทั้งแบบธรรมดากับพรีเมี่ยม พรีเมี่ยมอร่อยกว่าจริมๆ

ที่เห็นน้อยๆนี่ก็พออิ่มน้าา เนื้อสามารถอัพไซส์ได้สำหรับคนกลัวไม่อิ่ม

เป็นอีกร้านที่สามารถแวะทานระหว่างออกเดินทางได้ค่ะ ตอนไปทานก็เจอคนไทยมาเหมือนกัน
ในร้านมีภาษาไทยด้วย พนักงานก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว โอเคเล้ยย

4.
ไหนๆมาญี่ปุ่นทั้งทีก็ต้องทานซูชิกันหน่อย แต่ ไม่ได้อยู่ใน Outlet นะ ฮ่าๆๆๆ
ร้านที่เราจะพาไปอยู่ใกล้ๆ Outlet ค่ะ

ทาด๊าาา ร้านซูชิจานหมุนนี่เองง จริงๆแล้วในโอกินาว่ามีร้านซูชิจานหมุนเยอะมากๆ ซึ่งก็จะมีร้านดังๆที่มีเชนสาขาอยู่หลายร้าน

วิธีการสั่งก็เหมือนไปทาน MK ค่ะ จิ้มๆจอที่โต๊ะเอา แล้วเดี๋ยวเขาก็จะไหลมาตามสายพาน
ความจ๊าบของที่นี่คือเราไม่ต้องกลัวว่าจะลืมออเดอร์ตัวเอง เพราะเวลาที่จานของเรามาถึง
จะมีเสียงเตือนออกมาจากจอค่ะว่า ออเดอร์มาแล้วน้าาา

ชอบตรงที่ โชยุ ซอส มีให้เลือกแบบสะใจมากๆ
อยากลองแบบไหนเลือกเลยจ้าาาา

ที่นี่มีชาเขียวร้อนบริการด้วยนะ มาเป็นกระปุกแบบนี้ค่ะ

เทผงลงไปแล้วก็กดน้ำร้อนที่โต๊ะใส่ได้เลย ดี๊ย์ดีอ่ะ
เราชอบบรรยากาศร้านซูชิจานหมุนตรงที่มันสนุก หลายๆบ้านก็จะมาทานแล้วก็วางจานเรียงๆๆๆๆไว้
เพื่อให้พนักงานมานับตอนชำระเงิน เมนูส่วนใหญ่อร่อย แล้วก็ไม่ได้มีแค่ซูชิ
ก็จะมีทั้งของทอด ซุป ของหวานอะไรให้เลือกด้วยนะ ทานกันจนจุกเลย

5.
ร้านนี้พูดตามตรงเลยจ้าว่าลืมถ่ายป้ายร้าน เนื่องจากเราตั้งใจมาทานเนื้อย่างร้านข้างๆ
แต่ไม่ได้จองไว้ทำให้อดทานเพราะร้านเต็มยาวไปอีก 2 ชั่วโมง (ฮือออ)
ด้วยความโมโหหิว เลยลืมถ่ายเมนูทุกสิ่งอันเลยไม่ทราบว่าร้านชื่ออะไร งอแงงง ตอนนั้นหน้ามืด เดินดมๆกลิ่นมาเรื่อยๆจนมาเข้าร้านนี้

ที่เห็นในรูปนั้นเป็น Salad Bar ตักฟรีได้เลยค่ะ

(เพิ่มเติม 農園炉端 しまぶた屋 นี่คือชื่อร้าน โชคดีพี่ยูเช็คอินไว้ ฮ่าๆๆๆๆ)

จานนี้เหมือนเป็นกับแกล้มประจำเมือง มีทุกร้าน (แต่ร้านชาบูอร่อยกว่าน้า)

เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือ!!

หมูสามชั้นนึ่งสาเก!! เห็นแล้วคุณแม่กรี๊ดสลบ มันหมูล้วนๆ คอลลาเจนทั้งน้านนนนน
ถ้าไม่กลัวอ้วนหรือกลัวเลี่ยน จะบอกว่าจานนี้เด็ดนะเฮ้ยยย หมูนุ่มมากกกก ทานคู่น้ำจิ้มซีอิ้ว อร่อยเลยแหละ

แฮมเบิร์กหมูก็ดี๊ดี

คอหมูย่างนี่ กลับมาทานที่บ้านเราอร่อยกว่าค่ะ

ไข่หวานอร่อยมากกก มาก มากกกกกกก

ไส้กรอก x ชีส x มะระ อร่อยแฮะ

ร้านนี้คนเยอะมากกก ทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติ(ที่ผิดหวังจากร้านข้างๆแบบเรา ฮ่าๆๆๆ)
อาหารโดยรวมถือว่าใช้ได้เลย เมนูมีภาษาอังกฤษช่วยหลายเมนู
อีกวิธีคือเช็คอินแล้วดูรูปใน IG หรือ Facebook แล้วก็จิ้มๆเอาจากในรูปค่ะว่าอยากทานจานไหน ฮ่าๆๆ

6. มาทานชาบูๆกันค่ะ

ร้านชาบูที่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษเขาจะแค่พอให้เราสั่งอาหารได้นิดหน่อยเท่านั้น
ในเมนูภาษาญี่ปุ่นนี่เราจะเลือกส่วนเนื้อที่จะมาทานชาบูได้เลย แต่พอเป็นภาษาอังกฤษก็จะเขียนแค่ หมู เนื้อ
จะสั่งเพิ่มก็ต้องสั่งมาเป็นเซ็ตอีก พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้เล็กน้อย แนะนำว่าให้จองก่อนเข้าไปที่ร้านนะคะ

ป้ายหน้าร้านเป็นแบบนี้น้า ในร้านมีที่จอดรถนะคะ จอดได้ 4-6 คันเท่านั้น

ไปตามค่ะร้านนี้อร่อย อิ่มพุงจะแตก
https://tabelog.com/en/okinawa/A4702/A470201/47014042/

คือ… ระหว่างรอทานชาบู เราก็ถ่ายรูปอื่นๆไป ถ่ายไปถ่ายมา อ้าว กล้องแบตหมด!!
พอชาบูมาเราเลยต้องใช้โกโปรถ่ายมาแทน บรรยากาศร้านก็ตามรูปเลยค่ะ หมูเขานุ่ม อร่อยมากกก (ถึงแม่จะไม่ค่อยปลื้มมันหมูก็เถอะ ฮ่าๆๆๆๆ)

น้ำจิ้มมีให้ 2 แบบ ก็คือพอนสึกับน้ำจิ้มงาค่ะ

เต้าหู้เย็น สดชื่นดีนะ

เมนูเด็ดที่ขอให้ลองคือนี่เลย สาหร่ายนั้นอร่อยไม่ต่างจากที่หาซื้อได้ในประเทศเรา
แต่น้ำจิ้มคือเด็ดมาก!! คล้ายๆน้ำสลัดรสกระเทียม อร่อยมาก ฟินเว่อร์ๆๆๆๆ

เนื้อดิบแอบเหนียวไปหน่อยสำหรับเรา

7.
High Light อาหารเช้าประจำโอกินาว่าที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ บุฟเฟ่ต์อาหารเช้า
ณ ห้องอาหาร Aletta ตั้งอยู่ที่Hotel Rocore Naha ทำให้เราต้องมานอนที่นี่ไปโดยปริยาย
(ตั้งใจมานอนคืนนึงเพื่อมาทานอาหารเช้าเนี่ยแหละ ฮ่าๆๆๆ)

นี่ๆโรงแรมเขาก็จะให้บัตรอาหารเช้ามา ก็เหมือนทั่วๆไปแหละนะ

แชะๆรูปหน้าร้าน ที่นี่เขาได้ขึ้นชื่อว่าเป็น Best International Buffet of 2016 ด้วยนะคะ

เมื่อพนักงานนำเรามาที่โต๊ะ เขาจะมอบป้ายนี้ให้เรา เพื่อให้เราลุกจากโต๊ะไปตักอาหารได้อย่างสบายใจ

เอาล่ะ เตรียมตัวดูไลน์อาหารกันได้เลย!!

เยอะมากกกกก

อาหารแบบ International Buffet ที่ไม่ได้มีแค่เยอะนะคะ แต่อร่อยด้วย (ลองไม่หมดหรอก แต่ที่ลองๆชิมก็อร่อยหมดเลยนะ)

สลัด

อันนี้เด็ดเวอร์

ตักเข้าไปอีก

ตักอีก!!

เติมอี๊ก!!!!

ไอศกรีมอร่อยค่ะ มีหลายรสเลย

ฟู่ๆๆ

Zone เครื่องดื่มคือดูดีย์

เครื่องดื่มเย็นๆค่ะ

อันนี้คือจานที่พี่ยูตักมา อิตาดะกิมัสสส~
ส่วนตัวชอบที่นี่มากๆค่ะ ดีกว่าบุฟเฟ่ต์โรงแรมบ้านเราบางแห่งอีก (อุ๊ปส์) ราคาค่าห้อง+บุฟเฟ่ต์แล้ว คนละ ¥8,000 เท่านั้น!

8.
ทริปนี้เรารู้สึกถูกชะตากับร้านอาหารเล็กๆที่ทำอาหารง่ายๆมากๆ โดยเฉพาะร้านนี้ค่ะ
ที่นี่คือร้านอาหารหน้า Yanbaru Antenna Shop ระหว่างทางลงจาก Cape ค่ะ
เมื่อเข้ามาในร้านแล้วเราก็เดินไปสั่งอาหารที่เค้าเตอร์ แล้วก็จ่ายเงิน จากนั้นก็เดินมารอที่โต๊ะ เขาจะมีน้ำชาฟรีบริการด้วย

猪豚料理専門店 わぁ~家~ Wow House เสริชในgoogleด้วยชื่อนี้ได้ค่ะ

ร้านเล็กบรรยากาศกันเอง เมนูไม่มีภาษาอังกฤษนะคะ
แต่เจ้าของร้านน่ารัก และช่วยเหลือตลอดเลย

นี่คือ เมนูเด็ดประจำร้าน ที่เห็นนั่นคือ หมูผัดถั่วงอกราเมง!! เขาให้จานเปล่าอีกใบมาเพื่อมาใส่ถั่วงอกเลย
เยอะมากๆ ที่สำคัญคือราคาไม่แพงเลย คุ้ม อร่อย มีน้ำบริการฟรีด้วยนะ

เมนูอื่นๆก็อร่อยเหมือนกัน


แอบแถมขนม(ที่เขาบอกว่าเป็นขนมท้องถิ่นของที่นี่) เป็นโดนัทเนื้อแน่นๆโรยน้ำตาลและซินนามอนผง
อร่อยสไตล์เด็กอ้วน ซื้อมาจากด้านใน Yanbaru Antenna Shop ค่ะ

9.
ร้านซูชิ Oowashi
ร้านนี้อยู่ระหว่างทางไปอควอเรียม แถวๆนั้นจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ไม่กี่ร้าน เราก็จิ้มๆกูเกิ้ลดูว่าร้านไหนรีวิวจากคนในท้องถิ่นดีก็ไปร้านนั้นแหละ

เป็นร้านซูชิเล็กๆน่ารัก ที่มีแต่คนญี่ปุ่นล้วน

บรรยากาศภายในร้านค่ะ

เมนูมีเท่าที่เห็นนี่เลยค่ะ อยากบอกว่า ปลาสดมากและราคาดี๊ดี!

เราลองสั่งราเมงหนึ่งเดียวในร้านมาชิมดู ปรากฏว่าอร่อยมาก ซุปใสซดคล่องคอมากๆ
หมูก็นุ่มได้ที่ เส้นก็ลวกมาพอดิบพอดี เลยสั่งมาอีกชามทันที ที่คำสัญ ชามละ ¥300 เท่านั้น!!!!!

ข้ามหน้าปลาดิบก็ดี เพราะอย่างที่บอกว่าปลาดิบสดมาก เพลิดเพลินมากๆ

Set Sushi ราคา ¥800

Set Sashimi ¥1,200 ดี๊ดีย์อ่ะ

Set Salmon Sushi คือ ปกติพี่บีมจะไม่ชอบทานแซลมอนดิบ แต่ร้านนี้ยอมรับว่าอร่อย สด
คุณพ่อสั่งมาเบิ้ลด้วย ฮ่าๆๆๆๆ จุกเลยทีนี้ ถ้าใครผ่านมาแถวนี้หรือพักที่พักใกล้ๆ เราแนะนำมากๆเลย
ถึงเมนูจะน้อยไม่หลากหลาย แต่เพราะเป็นร้านท้องถิ่น ทั้งคุณเจ้าของร้านและอาหาร ให้ความรู้สึกสบายๆ
อบอวลไปด้วยความเป็นกันเอง เป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้ในบ้านเรา เลิฟๆ ถ้ากลับไปโอกินาว่าอีกก็จะแวะไปอีกแน่นอนค่ะ

10.
ร้านเด็ดอีก 2 ที่ที่เราจะพาไปนั้น อยู่ที่ Senagajima Umikaji Terrace ค่ะ

ร้านที่เราอยากแนะนำอยู่ชั้นสาม เป็นร้านที่ขาย Taco Rice เป็นหลักเลย
อยากบอกว่า อร่อยมากๆค่ะ ร้านนี้มี Taco Rice หลายแบบให้เลือกด้วยนะ Topping เยอะมากกกกก
นี่เป็นอาหารประจำเมืองที่เราชอบมากๆอีกอย่างหนึ่ง จริงๆทาโก้ไรซ์หาทานได้ทั่วไปนะคะ
แต่เค้าชอบร้านนิ อิอิ เป็นร้านอาหารส่งท้ายทริปโอกินาว่าของเราที่ลงตัวมากๆค่ะ

ต่อให้อิ่มแค่ไหน ความตะกละก็ชนะค่ะ
ก่อนที่เราจะเข้าร้าน Taco Rice เนี่ย เราเปิด App หาของกินแนะนำในย่านนี้
ร้านที่เด้งขึ้นมาเป็นร้านแรกกลับเป็นร้านเบอร์เกอร์! แบบนี้ต้องลองหน่อยล๊าวว

อุอิ ไม่มีไร น่ารัก ฮ่าๆๆ

โอ้โหหหหห เบอร์เกอร์ใหญ่กว่าหน้าาาาาา ร้านนี้มีชื่อว่า Chimufugasu
เนื่องจากร้านนี้ไม่มีเบอร์เกอร์หมู ป๊ามี๊เลยไม่ปลื้มทำให้เราต้องไปทานทาโก้ไรซ์กัน
แต่ด้วยความตะกละล้วนๆ ทำให้ซื้อเบอร์เกอร์มา2อันแล้วอันนึงเก็บไว้ไปทานที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง ฮ่าๆๆๆๆ
คิดดู เก็บไว้ตั้งหลายชั่วโมง ทานตอนเย็นๆยังอร่อยอยู่เลย ถ้าได้ทานร้อนๆต้องอร่อยมากแน่นอน ใครแวะไปเดินเล่นแถวนั้นอย่าลืมไปชิมนะคะ

11.
ร้านนี้เราขอยกให้ติดอันดับ Top 3 ประจำโอกินาว่าเลยค่ะถ้ามาโอกินาว่า เราขอแนะนำให้คุณแวะมาทานร้านนี้
ร้าน” Garamanjaku Okinawa ”

เจอในรีวิวโดยบังเอิญอีกแล้วจ้า ไม่รู้จะทานอะไรกันดี
เบื่อหมูสามชั้นกับอาหารมันๆแล้วด้วย นี่เลย เวรี่คลีนนนนนนนน

ตัวร้านคือบ้านหลังเล็กๆหลังคาสีแดง
รอบๆปลูกพืชผักต้นไม้นานาชนิด
(กิมมิคคือหลังคาสีแดง แต่ดิฉันว่าแดดร้อนมากค่ะ…เลยเห็นเป็นสีส้มฮ่าๆๆๆๆๆ)

บรรยากาศร้านตามรูป เหมือนว่าจะเอาบ้านคุณยายมาทำเป็นร้านอาหารนี่แหละคะ น่ารักดี

อาหารทั้งหมด ทำด้วยฝีมือคุณยาย ซึ่งอาหารในร้านทั้งหมด เป็นมังสวิรัตินะคะ
แต่สายเนื้ออย่าพึ่งทำหน้าอี๋ เพราะเราคอนเฟิร์มว่า ไม่มีเนื้อก็อร่อยได้

อาหารจะมีให้เลือกเป็น Set ค่ะ ซึ่งจะมีเครื่องดื่มสุขภาพให้ทุก Set ด้วย แล้วแต่ว่าเราสั่งเมนูอะไร ขอสารภาพว่า ก็จิ้มรูปจากเมนูสั่งอีกแล้ว

อาหารสีสันสวยงามมากๆ รสชาติอร่อยด้วย ขนาดคุณพ่อที่ทานยากยังบอกว่าอร่อย

แต่ละถาดนี่ไม่เหมือนกันนะ

มันทอด ฟักทองอบ ยำผัก เห็ดต่างๆ ข้าวธัญพืช ซุปสาหร่อยหัวไชเท้า
อร่อยทุกอย่าง แถมอิ่มมากๆ

คุณยายในหน้าปกหนังสือคือเจ้าของร้าน นางเป็นกันเองและน่ารักมากๆ

ตรงที่คิดตังจะมีของกินของใช้จากธรรมชาติขายเต็มเลย

แอบไปถ่ายในครัวมา อู้วหูว เครื่องเยอะมาก
แต่อยากแนะนำว่า ใครที่หิวโซมา ขอให้ทานขนมอะไรรองเท้าไว้สักหน่อยนะคะ
คือนางค่อยๆทำอาหารมาที่ละจาน อาหารก็จะค่อนข้างช้ามากกกกก

หลังทานเสร็จ คุณยายเดินออกมาส่งที่หน้าบ้านด้วยแล้วก็ให้โปสการ์ดกลับมา
ถึงจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่คุณยายก็อัธยาศัยดีมากๆ ประทับใจมากๆค่ะ
(จริงๆมีรูปถ่ายคู่กับคุณยายด้วยแต่หน้าเราแย่มาก ขอเซนเซอร์นะคะ ฮ่าๆๆๆๆ)

เขียนถึงของคาวไปซะเยอะ เรามีขนมหวานมาแถมให้ไปลองชิม/ชมกันค่ะ
YES!!! Picnic Parlor
การมาคาเฟ่สีมุ้งมิ๊งขนาดนี้ บอกเลยว่า เพราะเป็นทาสการตลาดมากค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

ไอศกรีมเฉยๆ ถ่ายรูปสวยแค่นั้นเลยแหละ ฮ่าๆๆๆ
แต่ๆๆๆ มาร้านนี้ ทุกคนต้องสั่งคนละ 1 เมนูนะคะ จะสั่งแค่เครื่องดื่มก็ได้ แต่ต้องสั่งให้ครบจำนวนคนนะ

ที่มาเนี่ยเพราะระหว่างที่พี่บีมขับรถ พี่ยูก็นั่งเปิดIGไปเจอว่าคนสวย(คนญี่ปุ่น)ที่นางชอบมาทานร้านนี้ นั่นแหละเลยต้องตามมา

อันนี้ก็หวานๆ สดชื่นดีค่ะ

คาเฟ่ของหวานอีกร้านที่เรามาก็คือ
Coffee & Bread Caracalla Okinawa

เรามาที่นี่เพื่อแวะซื้อขนมก่อนจะขับถออกจากตัวเมือง เพราะมีเบเกิ้ลสีรุ้งน่ารักมุ้งมิ้งรอเราอยู่

แต่… ดันมาช้าเพราะมัวแต่กินอาหารเช้าอย่างเมามัน มาถึงขนมหมดละจ้าาาา นี่ยังไม่ 10โมงเล๊ยยยยยยยยย แงงง

พนักงานก็น่ารัก บอกว่าเข้ามานั่งเล่นก่อนก็ได้ค่ะ เสียใจมาก

ทางร้านบอกว่าเหลือแต่คุ้กกี้เสี่ยงทาย ฮืออ เค้าจะเอาเบเกิ้ลลล

ร้านนี้น่ารักดีน้า ไม่ได้ชิมอย่างอื่นเลย เนื่องจากพึ่งทานอาหารเช้ากันมาชุดใหญ่มากๆ
ใครผ่านไปแถวนั้นอย่าลืมแวะชิมนะคะ (มีที่จอดรถเล็กๆอยู่ใกล้ๆร้านนะ)

แถมค่ะแถมมม ยิ้มหัวใจ
นอกจากอาหารจานหลักแล้ว เรายังชิมโน้นชิมนี่ตลอดทริปอีกด้วย ขอนำเสนอ ชามะระค่ะ
โอกินาว่านี่เค้าฮิตมะระมาก นอกจากเอามาผัดไข่แล้ว เขายังเอามาทำชา แถมมีเบียร์มะระด้วยนะ

องุ่นจิ๋วหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต อร่อยมากค่ะ หวานฉ่ำเคี้ยวเพลิน ที่สำคัญราคาถูกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เครื่องดื่มที่เราเลือกมาจิบคู่กับองุ่นคือ เบียร์ Non-Alcohol ประจำโอกินาว่า Orion นั้นเองงง
Orion นี่เป็นเบียร์คู่บ้านคู่เมืองโอกินาว่า หลักๆหาดื่มได้แค่ในเกาะนะคะ
ถ้าไปโตเกียวหรือเมืองอื่นๆก็จะหายากหน่อย อยากบอกว่าทั้งตัวมีแอลกอฮอล์และตัวที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รสชาติค่อนข้างดีทั้งคู่เลย
ขอบคุณประเทศญี่ปุ่นที่มีเบียร์ Non-alcohol หลากหลายให้ได้เลือกดื่มค่ะ

งูยๆๆๆๆๆ ไม่เคยทานชีสทาร์ตของ Pablo เลยนะคะ แต่พอเจอชีสทาร์ตมันม่วงก็ต้องขอลองซะหน่อย เค้าอยากบอกว่า มันดีย์มากกกกกกกกก อร่อยมากกก แบบแซงตัวอื่นไปแบบขาดลอย กลับมาไทยทานชีสทาร์ตที่ไหนก็ไม่ฟินเท่า
ใครไปโอกินาว่าต้องไปหาทานให้ได้เลยนะ!!

ขออีกรูปนะ ❤ ก็มันม่วงเนี่ยของขึ้นชื่อโอกินาว่าจริงๆ

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้

OKINAWA (Part: เที่ยววววว) หนีร้อนให้ไปทะเล แต่ถ้าอยากหนีคนโลเลให้มาหาพี่

ไซบีเรียนฮัสกี้ Haitai~~~~ (สวัสดี ภาษาท้องถิ่นโอกินาว่า ของผู้หญิง)
 #หนีร้อนให้ไปทะเล อยากหนีคนโลเลให้มาหาพี่
กลับมาแล้วววววว คราวนี้เราจะไปเที่ยวกันทางตอนใต้ของญี่ปุ่น
ไม่ได้ขี้เกียจทำรูปนะ พอดีเปิดไปเจอรูปตอนไปเที่ยวแล้วรูปสวยๆเยอะมาก แล้วก็คิดว่ายังไม่เคยทำกระทู้โอกินาว่าเลย
ฮ่าๆๆๆๆๆ ทริปนี้ไปมาเมื่อ กรกฎา ปี2017นะคะ
ตอนนั้นบังเอิญได้ตั๋วของพีชแอร์ถูกมากๆ เลยไปแบบไม่ได้เตรียมตัวเลย
แถมคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้อยากชิวเล่นเซิร์ฟยอร์ดหรือดำน้ำ
เลยกลายเป็นทริปตัวไม่เปียก แต่เราก็ไปขับรถวนรอบเกาะเล่นๆมานะ อิๆ


เอาหล่ะค่ะ ตามมาชมโอกินาว่า สไตล์คนไม่เล่นน้ำทะเลกัน
ขอบอกว่า เปิดเพลงประจำเมืองฟังคลอไปด้วยนะคะ จะได้อารมณ์ไปอีกแบบ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

พาสปอร์ตพร้อมแล้ว ออกเดินทางกันเลย!

สายการบินที่มาคือ Peach Air
เนื่องจากเห็นโปรตั๋วถูกแบบสุดๆ ซื้อโดยไม่ต้องคิดเลยทีเดียว

ช่วงที่มาเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมค่ะ
แดดไม่ต้องพูดถึง…….. ระอุ

เนื่องจากมากัน 4 คน แถมโอกินาว่ายังขึ้นชื่อเรื่องรถเมล์หายากอีกต่างหาก
เราเลยตัดสินใจเช่ารถกับ OTS กันค่ะ โดยที่ทาง OTS เขาจะมีรถรับจากสนามบินเพื่อมารับรถเช่าด้วยนะ สะดวกสุดๆ

ที่ออฟฟิศของ OTS จะมีขายตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
มีขายเป็นเซทด้วย จะไปไหนลองเช็คราคาดูได้นะคะ ซื้อที่นี่ถูกกว่าไปซื้อตามสถานที่เที่ยวต่างๆนิดหน่อย

ได้รถแล้วก็ออกไปซิ่งกันนนนนนนนน

สำหรับเราแล้ว โอกินาว่าไม่เหมือนโตเกียวเลย ทั้งบรรยากาศและผู้คน
แบบคนโอกินาว่าไม่นอบน้อมนะจะออกแบบ เฮฮา อเมริกันสไตล์ โย่วๆหน่อย ฮ่าๆๆๆๆๆ

เป้าหมายแรกของเราคือ ปราสาท Shuri
ใกล้ๆทางเข้าปราสาทจะมีลานจอดรถจ่ายเงินด้วยตู้อัตโนมัติอยู่ค่ะ
ไม่ยากๆๆๆๆ มีภาษาอังกฤษอธิบายเรียบร้อย

ด้านในตึก Infomation จะมีร้านอาหารและโรงอาหารด้วย
บริเวณนั้นจะมีโต๊ะเล็กๆ
ให้เราไปรับแผนที่ที่สามารถเอามาสแตมป์ตรงจุดเช็คพ็อยได้ค่ะ

อย่าลืมหยิบมาเล่นกันนะ

เข้าไปเดินชมด้านในปราสาทกัน

ที่นี่คือ Shureimon (守礼門) เป็นประตูที่อยู่ในแบงค์ 2,000 เยนด้วยนะ

เมื่อมาที่ SHURI castle อย่าลืมแวะมาดู 
Shuri kinjo-cho Stone Park นะจ๊ะ บันไดแต่ละขั้นสูงมากจริงๆ

วิวจากยอดปราสาท…. ขาสั่นหงับๆๆๆๆ แดดร้อนเปรี้ยงๆๆๆๆๆๆ ร้อนกว่ากรุงเทพอี๊กกกก
เราไม่ได้เข้าไปดูตรงปราสาทเพราะปิดซ่อมนาจา ใครไปถ่ายรูปมาให้ดูด้วยนะ

สถานที่ต่อมา เรามาต่อกันที่ฐานทัพใต้ดิน
Kaigungo Navy HQ Park

ภาพถ่ายสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเรียงกันเป็นทางยาว บรรยากาศช่างแตกต่างกับสถานที่แรกที่เราไปมาเมื่อเช้าเลยจริงๆ

ในส่วนของ Museum ตรงนี้เดินชมฟรีนะคะ เป็น Museum ที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สอง

มีของใช้ เสื้อ ปืน สมัยนั้นโชว์ด้วย

ถ้าจะลงไปดูฐานทัพกองบัญชาการทหารจะต้องเสียค่าเข้านะคะ จ่ายโลด

ก่อนทางเดินลงไปยังฐานทัพใต้ดิน มีดอกไม้วางอยู่ด้วย

ใกล้ๆกันก็มีเจ้าแม่กวนอิมด้วยนะ วังเวงมั้ยหล่ะ

ขณะที่เดินลงไปอากาศจะค่อยๆเย็นขึ้น และความชื้นก็สูงขึ้นด้วย

ด้านล่างนี่คือฐานทัพใต้ดินที่ทหารสมัยก่อนขุดไว้ บรรยากาศวังเวงสุดๆ แถมตอนที่ไปไม่มีใครเลยด้วย

ห้องนี้คือ  ห้องของผู้บังคับบัญชาการ ค่ะ
เค้าบอกว่าห้องนี้….. ตรงเนี่ยยยยย มีคนเสียชีวิต 6 คน แงงงงงงงงงงงงง

ฐานทัพใต้ดินจริงๆก็ถือว่ากว้างนะ ห้องนั่นนี่เยอะแยะมากมาย
มีหลายๆห้องที่เขาพยายามรักษาไว้ให้เหมือนเดิม (แบบห้องนี้)
แต่หลายๆห้องก็ดูไม่รู้แล้วว่าขุดไว้ทำอะไร เราจึงเดินออกมากันอย่างเงียบๆ
มัวแต่โอ้เอ้เดินถ่ายรูปกันอยู่นาน ออกมาจากฐานทัพก็เกือบเย็นแล้ว

เราจึงมาเดินต่อกันที่ Kokusai Dori Street

ถนนที่นี่ยังมีทั้ง Pablo / Starbucks / ดองกี้ ร้านฮิตของคนไทยด้วย แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมา ต้องขออภัยมาณที่นี้ด้วย ฮือออ

ส่วนเจ้านี่คือ Shisa เป็นสิงโตมีเพศผู้กับเพศเมีย มาสคอตประจำโอกินาว่า
มาที่นี่จะเห็นแทบทุกบ้าน ทุกร้านอาหารที่ไปก็ว่าได้ มีความจีนๆหน่อย
เพศผู้อ้าปากเชื่อว่าเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป ส่วนเพศเมียปิดปากไว้เหมือนการเก็บสิ่งดีๆเอาไว้

นี่อะไร น่าร๊ากกก ฮ่าๆๆๆๆ

ย่านนี้เรียกได้ว่าเหมาะแก่การช้อปของฝากเป็นที่สุด คือมีทุกอย่างให้ซื้อกลับไทย
ถ้าอยากได้อะไรเจอที่ถนนนี้แล้วซื้อไปเลย จะไม่ค่อยเจอซ้ำกับที่อื่นนะ

อันเนี่ย เดินเข้ามาร้านขายขนมของฝากแล้วเจอ…..
ไม่ใช่เด็กจริงๆนะ แต่เอาเสื้อผ้า ถุงพลาสติกมาวางๆเหมือนเดินฟุบเก้าอี้อยู่ ทำเพื่ออออ!!! ยิ่งขวัญอ่อนอยู่

มาต่อกันที่ Okinawa Outlet Mall “ASHIBINAA”
ที่นี่ขอยกให้ท่านแม่เดินช็อปปิ้งเลยจ้าาา
ส่วนพวกเราจะแอบไปหาที่นั่งหลบแดด ฮ่าๆๆๆๆๆ

ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลลลลลล  เป็นโซนพิเศษที่เปิดให้เข้าเป็นเวลาด้วยนะ แอบเห็น Levis ตัวละพันกว่าเยน อื้อหืออออ

ที่ Ahibinaa จะมีแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์อื่นๆเยอะมาก ใครอยากช้อป BEAMS ถูกๆก็ไปที่นี่ได้เลย

ไม่ไกลจากสนามบินยังมีที่เที่ยวให้เราแวะไปเดินกินลมชมวิวได้อีกที่หนึ่ง นั่นก็คือ  Senagajima Umikaji terrace

Umikaji terrace นี่ร้านอาหารเยอะมากจริงๆ มุมถ่ายรูปสวยๆก็เยอะนะคะ ควรมาๆๆๆๆ

แผนที่ประมาณนี้

ที่เห็นด้านหลังเป็นอาคารสีทะมึนๆนั่นเหมือนจะเป็นโรงแรมแช่ออนเซนไฮโซวๆ ดูดีย์มาก แน่นอนว่าเราไม่ได้เข้าไป ฮ่าๆๆๆ

มีที่ให้ล่ามสุนัขด้วยนะ

บรรยากาศอีกฝั่งหนึ่ง นั่งชมวิวกันเพลินๆเลยค่ะ

ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่โอกินาว่า เสียงที่ได้ยินตลอดเลยคือเสียงเครื่องบิน
พี่มะกันเขาเอาเครื่องมาซ้อมบินกันเป็นประจำแทบทุกวัน คนที่นี่เขาก็ชินกันหมด มีเราเนี่ยแหละเห็นทีไรตกกะใจทู๊กที

เที่ยวในเมืองกันมาเยอะแล้ว ต่อไปเราออกไปเที่ยวนอกเมืองกันบ้างเนอะ!!

ที่แรกที่เราไปก็คือ Busena Marine Park ที่นี่มีกิจกรรมหลายอย่างให้เลือกทำนะคะ
เห็นคนญี่ปุ่นเองก็มาว่ายน้ำเล่นกันสนุกสนาน แต่เราไม่เล่นค่ะ เราร้อน !!!!

จอมเทียนไหมคะ
ล้อเล่นน้าา หาดเขาขาวสะอาดมากกกกกกกก กลางวันแสกๆญี่ปุ่นลงไปเล่นน้ำกันเต็มไปหมด

ที่นี่มีที่ชมธรรมชาติใต้น้ำแบบ 360 องศาโดยไม่ต้องตัวเปียก เดี๋ยวเราจะลงไปข้างล่างกัน

ก่อนอื่น แอบแวะให้อาหารปลากันก่อน มีตู้กดอาหารปลาด้วยนะ

อาหารปลาแพคเกจจิ้งยังน่ารักเลย

หักเปาะออกมา โยนลงไปได้ทั้งหมด ไม่มีขยะ รักโลกกกกกกกก

ลงมาข้างล่างก็จะมีช่องให้ส่องปลาประมาณนี้

แต่….

แต่…….

ภายในอาคารนี้เปิดแอร์เย็นมากกก
เย็นแบบชนิดที่ยืนสั่นหงึกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เนี่ยเดินขึ้นมาแล้วแว่นเป็นฝ้า กล้องเลนส์ไม่ต้องพูดถึง

บรรยากาศดีมากกก ลมเย็นสบายแต่แดดเผาไหม้สุดๆ

นอกจากลงไปส่องปลาใต้ท้องทะเลแล้ว ที่นี่ยังมีให้นั่งเรือชมปลาด้วยนะคะ แต่พวกเราไม่ได้ไปมา เพราะพี่บีมเมาเรือ ฮ่าๆๆ

เรามาต่อกันที่หน้าผา มันซาโมะ ช้างๆๆๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า

อยากบอกว่าที่นี่เราถ่ายรูปได้แค่จากมุมนี้เลย เพราะมุมอื่นนั้น เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว

ตลอดทางเดินนักท่องเที่ยวเยอะมากจริงๆ ต่างจากทุกที่ที่เราไปมากๆ
ถ้าไปที่นี่ก็จะเจอทัวร์มาลงทีละหลายๆคันรถ อยากมาสงบๆคนน้อยๆแนะนำให้มาเช้าๆนะคะ

ขอแทรกที่เที่ยวด้วยที่พักคืนนี้ของพวกเราซะหน่อย เป็นบ้านจาก Air BNB
เราเลือกบ้านพักสไตล์ญี่ปุ่น จริงๆก็มีให้เลือกเยอะมากเลยนะ แต่ข้อดีของที่นี่คือ
อยู่ใกล้ Aquarium ที่เราจะไปในวันพรุ่งนี้ เพราะเราตั้งใจจะไปกันตั้งแต่เช้าเพื่อเลี่ยงคนเยอะๆ

บ้านนี้นอนได้ 4-5 คน มี 2 ห้องนอน ทั้งแบบนอนพื้นกับนอนเตียง น่ารักมุ้งมิ้ง…..
เสียอย่างเดียว….. จิ้งจกในห้องน้ำตัวใหญ่มาก ดุด้วย แงง

แถมมีบริเวณห้องนั่งเล่นให้นั่งดูทีวีชมสวนชิลๆด้วย

นอกจากห้องนอนและห้องนั่งเล่นแล้ว แน่นอนว่าต้องมีห้องครัวด้วย
เราจึงได้ทำอาหารทานเองกันแบบสไตล์ญี่ปุ่น ในครัวเขาจะมีภาชนะเครื่องครัวให้กับเครื่องปรุงพื้นฐานอย่างเกลือกับซีอิ้วให้
เราก็เลยแวะซื้อวัตถุดิบอื่นๆมาทำทานกัน แฮปพรี่ๆค่ะ

อิ่มแล้วก็เตรียมลุ๊ย!

วันนี้เราจะไปที่ Okinawa Churaumi Aquarium กัน

อุตส่าห์เลือกที่พักใกล้ๆจะได้มาเช้าๆใช่ไหม สรุปนอนตื่นสายจ้า ซิ่งไปสิ ฮ่าๆๆๆ

ถึงแว้ววว


ที่พื้นมีปลาด้วยนะ

บ่อแรกที่เจอในอควอเรียมคือนี่เลย Touch Pool แบบใน Finding Dory
ฮืออออออ…. สงสารปลาดาว

อควอเรียมที่นี่จัดส่วนตู้แสดงได้ดีเลย เดินดูปลาทุกตู้ได้แบบไม่เบื่อ จัดแสงก็สวยมากๆ ตอนนั้นประมาณสิบโมงกว่า ก็จัดว่าคนเยอะพอประมาณค่ะ


พี่บีมชอบตู้นี้ที่สุด บอกว่าสวยย

ตัวนี้ตลกมาก เรามาหยุดจ้องนางอยู่นาน
นางก็จ้องตาแล้วเคี้ยวฟันไปเรื่อยๆ เอ็นดูววววว (ไปดัดฟันไหมมม)


กระพุนน้อยกลอยใจ

ปลาหมึกบินได้ น่าร๊ากกก

ไส้เดือนนนน!!

แมงกระพรุนอีกสายพันธ์

สวยเนอะ

ไฮไลท์ของที่นี่ก็คงหนีไม่พ้นตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีฉลามวาฬเนี่ยแหละนะ…
แต่เอาจริงๆ โดยส่วนตัวเรามองแล้วเศร้ามาก
เค้าเป็นสัตว์ใหญ่ ถึงตู้กระจกอันนี้จะใหญ่จริงๆ แต่ปลาฉลามวาฬทำได้แค่ว่ายน้ำเป็นวงกลม

สังเกตดีๆที่ปากและหัวจะมีลอยแผลแทบทุกตัว
คือเราเศร้ามากจริงๆแบบหดหู่เลย แล้วก็คิดว่าจะไม่อุดหนุนหรือส่งเสริมให้มีการจับสัตว์ทะเลมาขังแบบนี้แล้ว

ตรงบริเวณที่ติดกับตู้กระจกใหญ่จะเป็นคาเฟ่ที่เราสามารถมานั่งชมปลาได้ แต่ต้องไปจองคิวไว้นะคะ

ออกมาจากในตัวตึกอควอเรียม จะมาเจออีกอาคารนึง ชั้นบนจะมีร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์อยู่
เนื่องจากหิวและยังไม่ได้ดูส่วนอื่นๆในอควอเรียมก็เลยเลือกทานที่นี่แหละ ง่ายๆดี

ซึ่งหลังจากทานอาหารเสร็จเราได้แวะไปดูน้องเต่า และสิงโตทะเล
แต่เห็นแล้วสงสารน้องมากๆโดยเฉพาะเต่า คือ หัวเป็นแผลทุกตัว และทุกตัวคือว่ายวนๆมาชนกระจกไปเรื่อยๆ จึงไม่ขอลงรูปนะคะ สงสาร ฮือออ

High Light ที่สุดของที่นี่เห็นจะเป็นตู้กาชาปองงงงงงงงงง
ชั้นได้ตัวแรร์ด้วยนะจ๊ะ อิๆๆๆ

เป้าหมายต่อไปของเราคือการไปชมหินรูปหัวใจที่อยู่ไม่ไกลจากอควอเรียม
แต่ระหว่างทาง สายตาเราก็เหลือบไปเห็นสิ่งนี้

เอ๊ะ นี่มันอะไรกันนะ

เป็นร้านขายของฝาก ที่มี Dragon Ball ด้วย!! คือเราไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้ยังอยู่ไหมหรือแค่เป็น Event มาแจมเฉยๆ

มีของเกี่ยวกับดราก้อนบอลขายเต็มไปหมด
เบจิต้าตัวเบอเริ้มเลย อย่านะกลัวล๊าววววววว

ระหว่างทาง เราก็ขับมาเจอสิ่งนี้เข้า… ใครขับตุ๊กๆมาโอกินาวะสารภาพมานะ!! ฮ่าๆๆๆ

 ถึงแล้วจ้าาาาา ทางเข้า หินรูปหัวใจ หรือ หางวาฬ ที่ Kouri Island
ที่นี่เขามีห้องน้ำให้เข้าด้วยนะ และเหมือนว่าต้องเสียค่าจอดรถด้วย
แต่เราไปถึงกันเย็นมากๆแล้ว พนักงานหายตัวไปแล้วเรียบร้อยเหลือแต่กล่องให้หยอดเงิน ก็อย่าลืมไปหยอดเงินกันด้วยนะคะ

ทางเดินแอบปีนป่ายหน่อยๆแต่สนุกดีนะ

มาทันเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี สวยมากเลย

หางน้องวาฬ

ยืนถ่ายรูปจนแสงหมดเลย

ตื่นเช้ามาวันนี้เราจะไปกันที่จุดเหนือสุดของเกาะ Okinawa กัน
แต่ก่อนไปขอแวะ Gorilla Chop ระหว่างทางนะคะ

บริเวณนี้จะมีคนมาดำน้ำเต็มเลย เขามีสอนว่ายน้ำด้วยนะ

แต่ที่เหมือนเดิมคือ แดดร้อนเหลือเกินพี่ชายยยย หนีร้อนจากกรุงเทพมาอาบแดดต่อที่โอกินาว่าเนอะ!

เดินระวังลื่นนะคะ เพราะบันไดเปียกตลอดเป็นตะไคร้น้ำ พี่บีมลื่นล้มมาแล้ว ฮ่าๆๆๆ


ใกล้ๆกันจะเป็นเป็นท่าเรือ ตอนไม่มีเรือนี่สงบมากๆ

มีลุงคนนึงมานั่งตกปลา ชิวมากเลยลุง

ถึงแล้วววว Cape Hedo ยอดสุดของโอกินาว่าคุง

ลมเย็นสบาย มองไปเห็นแต่น้ำทะเล

อากาศดีมากกกกจริงๆ


ที่นี่จะมีทางเดินให้ลัดเลาะไปตามแนวเขาได้ ขอให้เดินกันด้วยความระมัดระวังนะคะ
จังหวะที่เรามาเจอหนุ่มทหารอเมริกัน หล่อล่ำมาเดินเล่นกันด้วย
อยากจะแทคเพื่อนสาวจริงๆให้ตายสิ
อ๊อยยย รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ขอเกาะแขนหน่อยค่ะ (คริ)





ระหว่างทางลงจาก Cape Hedo ก็จะเจอกับร้านของฝากข้างทางค่ะ ที่นี่คือ Yanbaru Antenna

เป็นร้านขายของฝากทั่วๆไป มีห้องน้ำให้แวะเข้าพร้อมร้านอาหารอร่อยๆอยู่ข้างหน้าร้านของฝากด้วย เป็นจุดแวะพักทานข้าวระหว่างทางที่แนะนำ

อีกจุดพักหนึ่งที่แวะได้คือ จุดพักรถบนมอเตอร์เวย์ ข้างในมีทั้งอาหารและของฝากให้เราเลือกช้อปกันนะคะ

ตู้เยอะมากเลือกไม่ถูกเลย

“พี่บีมของเหรียญหน่อยยยยย!!!”

ไปต่อกันที่หมู่บ้านวัฒนธรรมประจำโอกินาว่ากันค่ะ “Ryukyu Village”

ด้านในจะมีศิลปะวัฒนธรรมริวกิวพื้นเมือง
มีบ้านโบราณ แถมมีโชว์การแสดง และสอนเล่นซามิเซ็นด้วยนะ

สามารถมาเที่ยวเล่นที่นี่ได้แบบเต็มวันเลยค่ะ เสียดายคือพวกเรามาเกือบบ่าย
เลยทำให้เหลือเวลาเดินเล่นที่นี่ไม่มาก เลยต้องรีบๆเดินรีบๆถ่ายรูป






โชว์น่ารักๆ


เค้าเรียกลงไปรำเราก็ไป จ้าง 100 เต้น 1,000

พี่บีมพี่ยูมี๊และป๊าาาาา


กินได้มั้ยนะ…..
บ้านเราอาจจะไม่ตื่นเต้นกับน้องทุยเท่าไหร่
แต่น้องคนนี้เค้าข้ามน้ำข้ามทะเลมา เค้าเป็นดาราของเกาะนี้เลยทีเดียว

ตู้กดอาหารปลา นึกว่าตู้กดบุหรี่ ฮ่าๆๆๆ

ไหนๆ ใครแฟนโบอายกมือขึ้น
ตรงนี้ขอเล่าให้ฟังหน่อยนะคะ คือทางเดินเข้ามาโซนนี้เนี่ย เป็นซุ้มประตูรูปงู
เพราะที่โอกินาว่าจะมีงูโบอา ซึ่งเป็นงูที่พิษร้ายแรงมากๆ แล้วโบอาแฮนคอร์กเนี่ย
เจ๊แกเป็นตัวละครในการ์ตูนวันพีซที่เกี่ยวกับงู เราก็เลยเดินชมมาเรื่อยๆ มีทั้งไหดองงูแบบต่างๆมากมาย
กะว่าเดี๋ยวได้ดูโชว์จับงูแน่นอน เราก็เดินตรงตามทางเข้าไปเรื่อยๆค่ะ…

แล้วก็มีเจอกะลุงคนนี้แทนซะงั้น เปลี่ยนจากโชว์จับงูมาจับกีต้าร์แล้วก็ร้องเพลง ซูบารุโย ให้ฟังแทน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
คุณลุงร้องได้ 3 เพลง คนลุกหนีออกไปหมดเลย โธ่ ลุง เขานึกว่าจะเจองู ฮ่าๆๆๆ

มาๆเรียนกันไหม


งงไหมมาโผล่ที่นี่ได้ไง? สงสัยมากับพี่ตุ๊กๆ ฮ่าๆๆๆ

สถานีต่อไป พวกเราพาพ่อแม่ไปทรมานค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ
Blue Cave Tour มาถึงนี่ไม่ลงน้ำทะเลเลยมันก็อะไรอยู่นะ
ที่นี่เป็นทัวร์พาเดินชมปลาใต้น้ำ เดี๋ยวจะใส่หมวกออกซิเจนเดินในน้ำกัน จะเป็นยังไงนั้น ตามมาเลย

สภาพใต้น้ำก็จะประมาณนี้ค่ะ ทะลักทุเลพอสมควร ฮ่าๆๆๆๆๆๆเขาจะพาเรานั่งเรือออกมาจากฝั่ง มายังจุดที่น้ำไม่ลึกมา (ประมาณ 6 เมตรได้)
คือหมวกเนี่ย หนักมากกกกก มันจะกดน้ำหนักให้เราจมอยู่ใต้น้ำได้
โดยที่คอยปั้มอากาศเข้ามาในหมวก เขาก็จะมีสอนวิธีเคลียร์หูให้ และทำยังไงให้น้ำไม่เข้าหมวก
สนุกดีน้า ปลาเดือดมาก ถืออาหารไว้ในมือไม่ได้เลย โดนรุมมม ฮ่าๆๆๆ

นีโม่จ๋าาาาาาาา

พี่ไกด์แบบเก่งมากอะ อยากทำแบบนี้ได้มั่ง
แบบปล่อยฟองอากาศเป็นวงๆเงี้ยยยยยยย

โอกินาว่าไม่ได้มีแค่หมู่บ้านวัฒนธรรมนะ ยังมี Okinawa World Cultural Kingdom Gyokusen Doบุกป่า ขึ้นเขา ลงทะเล คราวนี้เรามาเข้าถ้ำกันบ้างนะ
ทริปนี้ครบจริงๆ

เป็นถ้ำหินงอกหินย้อน ที่ใช้เวลาเดินครึ่งชม.! ส่วนพวกเราเดินไปชั่วโมงนึงเต็มๆ เพราะแวะถ่ายรูปตลอดทาง ฮ่าๆๆๆ

เข้ามาละ… หินงอกบางก้อนนี่รูปร่างเหมือนคนเลยอ่ะ บรึ่ยๆๆ
แต่เอ๊ะ บรรยากาศล้ายๆตอนไปดูถ้ำหนอนเรืองแสงที่นิวซีแลนด์ เดินจากนี่จะไปโผล่นิวซีแลนด์เลยมั้ยนะ

กว่าจะงอกออกมาได้ขนาดนี้คือใช้เวลานานมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เกือบลืมบอกไป เข้ามาในถ้ำแนะนำให้สวมหมวกมาด้วยนะคะ
เพราะยังมีน้ำหยดอยู่ จะเลอะเสื้อผ้าเปียกหัวได้ ส่วนทางเดินเขาทำทางเดินไว้ค่อนข้างดี แต่ก็ระมัดระวังกันด้วยนะคะ

นี่มันบ่อน้ำจากหนังเรื่องไหนกันนะ น้ำเป็นสีฟ้า!!!
“ที่ไหนละ เขาเอาไฟส่องโว้ยย” – พี่บีมตะโกนมาขัดฟิวส์อ่ะ โว๊ะ

แล้วดูก้อนนี่สิคะคุณผู้ชม ใหญ่มาก

ออกมาด้านนอกถ้ำก็จะมีสวนพืช โซนดูสัตว์
โชว์งู เป่าแก้ว แต่งชุดพื้นเมือง และกิจกรรมต่างๆให้ทำเพียบ คือที่นี่ค่อนข้างใหญ่มากๆ
คือมีอะไรให้ทำค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ทั้งมีโซนให้ช้อปปิ้งด้วย พวกเรารีบเดินจ้ำๆเพราะกลัวไม่ทันดูโชว์งู ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาซะเยอะ

ด้านหน้าอาคารที่มีโชว์งูมีน้องกิ้งก่าคอยต้อนรับด้วย น้องไม่ดุแต่อย่าพุ่งเข้าไปลูบหัวแบบสนิทกัน เดี๋ยวน้องตกใจจะหันมางับมือได้ส่วนโชว์งูข้างในนั้น ถ่ายรูปได้นะคะ แต่เราอยู่ไกลไปหน่อยเลยไม่ได้ถ่ายมา ส่วนตัวไม่ชอบด้วย ฮ่าๆๆๆ

เป่าแก้วก็มี มีให้ซื้อกลับบ้านด้วย มีให้ไปลองทำเองด้วยนะ

ออกมาจากที่กิวคุเซนโด ฝั่งตรงข้ามของตัวอาคารจะมีคาเฟ่ถ้ำแอบอยู่ ชื่อว่า “Valley of Gangala Cave Cafe” ค่ะ
เป็นคาเฟ่เล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ตรงนี้ยังมีทางเดินให้เดินเข้าไปชมถ้ำได้อีกส่วนนึงด้วย

มีเครื่องดื่มขาย กาแฟยี่ห้อดังของที่นั่นด้วย อร่อยมากๆ แนะนำค่ะๆ

ในส่วนของที่ระลึกนั้น… เป็นสาหร่ายขนหน้าอกมนุษย์ถ้ำ น่ารักไหม ฮ่าๆๆๆๆๆ

สำหรับสถานที่เที่ยวในโอกินาว่านั้นก็หมดเท่านี้แล้วละคะ
ส่วนสถานที่กินนั้นจะเป็นยังไง ติดตามได้ในโพสต์หน้า รับรองว่า ตัวแตกแน่นอน!!

อย่าลืมฝึกร้องเพลงท้องถิ่นของที่นี่ด้วยนะ อิอิ แล้วเจอกันไหมคะ ^^

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้

Suntory Umeshu Alc. 0.00%

Suntory Umeshu Alc. 0.00%
S__82796561
ร้อนๆแบบนี้ ดื่มเหล้าบ๊วยหน่อยเป็นไง?
เวลางานเหรอ? ชวนบอสมาดื่มเลย!! เพราะนี่คือเหล้าบ๊วยแอลกอฮอล์ 0%!

ขึ้นชื่อว่าเหล้าบ๊วย แต่ดันไม่มีเหล้าซะงั้น เราเคยกินเหล้าบ๊วยมาประมาณนึง ตั้งแต่น้ำบ๊วยจืดๆ ไปจนถึงน้ำกระด้างๆ รสแข็งๆ หรือสัมผัสนุ่มๆ ขมปลายๆ งั้นมาลองตัวนี้กันว่าจะเป็นไง

เปิดฝามาแล้วลองดมกลิ่นดู เป็นกลิ่นบ๊วยหอมๆ ชื่นใจเลย เขาบอกว่าตัวนี้กินได้หลายวิธี

จะเอาไปผสมน้ำส้มหรือน้ำอัดลมก็ได้ แต่ว่า On The Rock คือวิธีที่จ๊าบส์ที่สุด!
แต่เราเลยลองดื่มกับน้ำแข็งบดแบบที่เคยชิน

อึก แรกรู้สึกว่ารสชาติ “เข้มข้น” คือ เป็นรสน้ำบ๊วยอวลในปาก ค่อนข้างหวานทีเดียว และมีรสขมปลายๆ
กลืนลงไปก็รู้ทันทีว่า ไม่มีแอลกอฮอล์จริงๆด้วย 55555 คือมันเข้มข้นดีเลย ดื่มได้เรื่อยๆ

แต่เพราะรสที่ค่อนข้างเข้มมากๆ เลยทำให้รู้สึกว่าต้องค่อยๆจิบกิน ดื่มพรวดๆเป็นน้ำไม่ได้ ซึ่งดีนะ

สรุปคือ ดี ผ่าน! เหมาะกะสาวๆที่ชอบดื่มเหล้าบ๊วยแต่เป็นคนคออ่อน ตัวนี้ถือว่าทดแทนกันได้ ไม่มีแอลกอฮอล์ มีแต่น้ำตาล 55555

ตัวนี้ก็ได้มาจากญี่ปุ่นอีกเช่นเคย จำราคาไม่ได้ ขอไปรื้อใบเสร็จแปบส์ ถ้ามีโอกาสไปญี่ปุ่น ลองหาดูตาม Aeon และดองกี้ทั่วไปนะครับโผมม

 

 

55d5f722236901.5630eeb31a697.jpg

รูปจาก google
พอมาหาข้อมูลเลยรู้ว่า เห๊ยมีหลายรสอะ ชอบมากกกกกกก กรี๊ซซซซซซซ

KANSAI (PART IIII) : OSAKA ” โอซาก้านั้นมีปราสาท แต่บุพเพสันนิวาสของพี่นั้นมีน้องคนเดียว “

และแล้วก็เข้าสู่ Part สุดท้ายของ Beam With Yuu In Kansai!
Part นี้เราจะพาไปตะลุย Osaka 2 วันเต็มๆ ทั้งไปถ่ายรูปแลนมาร์ค ปิกนิคในสวน
ชิมขนมร้านดังอันดับ 1 ของ Tabelog หรือมั่วหาร้านสุกี้ชาบูอร่อยๆอีก
ต้องบอกเลยว่าทั้งมั่ว ทั้งสนุกและเหนื่อยไปพร้อมๆกัน เรายังมีของแถม
เป็นร้านขายเสื้อฮาวาย Sun Surf แห่งเดียวในโอซาก้า(ที่เราเจอในเว็บ)
และห้องอาบน้ำแบบหยอดเหรียญในสนามบินด้วย ใครพร้อมแล้ว
เตรียมกดเซฟรูปแล้วตามมาได้เลย!

เมื่อตั้งใจแล้วว่าจะเที่ยวในโอซาก้าทั้ง 2 วันเต็ม เราเลยเลือกซื้อบัตรรถไฟแบบ 2 Days Pass
แต่! ตอนไปซื้อต้องถามเขาให้ดีว่า บัตรที่เราจะซื้อเป็นแบบไหน เพราะนอกจากบัตรรายวันแบบธรรมดาแล้ว
ยังมีบัตร Amazing Pass ที่ยังรวมค่าบัตรผ่านประตูสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไปกับค่าบัตรด้วย คือ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มมม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย เราก็ควรจะวางแผนเที่ยวให้ดีด้วย ถึงจะใช้บัตรได้อย่างคุ้มค่า
ซึ่งตอนเราซื้อบัตรเขาจะมีแผนที่แนะนำรูทเที่ยวมาให้ด้วย เพราะฉะนั้นสบายๆ ใช้ไม่ยากเลยค่ะ


เนื่องจากเป็นช่วง Golden Week มองไปทางไหนก็เห็นซากุระโปรยปราย
ตามเซเว่นจะมีป้ายบอกจุดชมซากุระด้วยนะ ใครใกล้ที่ไหนสะดวกไปยังไงก็ตามสะดวกเลย


จุดหมายแรกของเราในวันนี้จะเป็นที่อื่นไปได้ยังไงนอกจากปราสาทโอซาก้า ไหนๆอยู่ไหนนะ


ตรงไหนมีร่มไม้ ตรงนั้นมีคนนั่งชิล ปิกนิคกันได้ทุกที่



ดอกไม้ประตูแจกันดินทรายต้นไม้ใหญ่


เห็นปราสาทอยู่ไกลลิบๆ


นั่นไงปราสาททททททททท


ต้องเดินอีกนานแค่ไหนถึงจะเข้าใกล้ตัวปราสาทหนอ


บริเวณสวนหน้าทางเดินเข้าปราสาทให้ความรู้สึกเหมือน สวนลุม บ้านเรา
คือ ตัวปราสาทจะถูกล้อมด้วยน้ำ แล้วมีสวนกว้างๆอยู่รอบๆตัวปราสาท
แถมยังมีเด็กๆมาเล่นบอลลูนโป้งกัน มีคนหนุ่มสาวมาเดินจีบกัน วิ่งออกกำลังกายรอบๆปราสาท
ถีบจักรยาน นั่งจิบชาคุยกัน มากมายหลากหลายกิจกรรมไปหมด เพลิดเพลินมากๆ


มีเรือพาชมรอบๆด้วยนะ



รูปสุดท้ายก่อนโบกมือบ๊ายบายปราสาทโอซาก้า เนื่องจากวันนี้เรายังมีที่ๆอยากไปอีกหลายๆที่
แถมเคยมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนก็เลยตัดสินใจยืนแอบมองอยู่ห่างๆ


มาต่อกันที่ร้านของหวานกันบ้าง ก่อนมาญี่ปุ่นเราตั้งใจไว้แล้วว่า
ทริปนี้ต้องหาร้านขนมหวานอร่อยๆสักร้าน จึงเปิดดูร้านขนมหวานอันดับ 1 ใน Tabelog ว่าเป็นร้านอะไร

https://tabelog.com/en/osaka/A2701/A270104/27071315/

ปรากฏว่าคือร้านนี้นี่เอง “Acidracines Patisserie” ร้านขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสจ้า


ป้ายหน้าร้านยังเป็นภาษาฝรั่งเศสเลย (เขียนว่า “เปิด”)


ขนมน่าทานทุกชิ้นเลยยยยย


สบตากันแล้วปิ๊ง


แถวล่างก็น่าโดน


แถวบนก็มีอีก จัดมาค่ะ!!


ตัวนี้คล้ายๆพาย ไส้หวานๆ นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ารสชาติคล้ายอะไร
ส่วนตัวคิดว่าคล้ายๆแอปริคอตแต่ไม่เปรี้ยว (หรือจริงๆอาจจะเป็นอย่างอื่นไปเลยก็ได้) แต่อร่อยมาก ฉ่ำๆกำลังดี ไม่แห้งไปด้วย


พี่คนนี้เป็นพิตตาชิโอ จะไม่หวานมาก เค้กนุ่ม เบอร์รี่ก็เจ้มจ้น


น้องสตรอเบอร์รี่นี่คือดีมากกกก ดีมากกกกกกกกกกกกกค่ะ ทาร์ตด้านล่างกำลังพอดี
ไม่แข็งไม่นุ่มเกินไป ด้านในจะเป็นครีมคล้ายๆคัสตาร์ด หวานๆทานคู่กับสตรอเบอร์รี่อมเปรี้ยวหน่อยๆคือฟินมากกกกกกก


ส่วนตัวนี้เป็นตัวท้อปของทางร้านที่บอกว่าขายดีสุด ข้างเป็นเป็นชอคโกแลตมูสเข้มข้น
คือแบบ มันเจ้มจ้น หวาน ขม พอดี ไม่เลี่ยนเกินไป ทานคู่กับกาแฟดำแล้วคือที่สุด

ตอนทานหมดทั้ง 4 ชิ้นอยากจะซื้อเพิ่มกลับไปทานที่บ้านต่อ แต่คนในร้านเริ่มแน่นเพราะเป็นเวลาพักกลางวันพอดี
แถมชิ้นที่เล็งๆไว้ก็หมดอีก ก็เลยยอมถอยทัพรับไขมันกลับบ้านไปแบบพอเพียง

ลืมบอกไปว่า ที่ร้านไม่มีโต๊ะให้นั่งทานนะคะ ลูกค้าทุกคนคือมาซื้อกลับบ้านหมดเลย
แต่เราเขาว่าเดี๋ยวเราจะทานเลย เขาเลยใส่ถาดมาให้นั่งทานหน้าร้าน (น่ารักมะ)
แถมตอนที่บอกว่าจะซื้อน้ำ เขาก็บอกตรงๆว่าร้านเขาไม่มีเครื่องดื่มที่เข้ากับเค้ก
คือมีขายแค่นมเย็นหวานๆ แล้วบอกว่าข้างๆร้านมีตู้กดน้ำนะ ไปกดกาแฟตรงนั้นมาดื่มกับเค้กดีกว่า 55555 ขอบคุณเจ้าพนักงานที่แนะนำค่ะ

#ใครไปโอซาก้าห้ามพลาดทุกประการค่ะ
ร้านอยู่ไม่ไกลจาก Umeda กดแมพแล้วตามไปได้เลย

https://goo.gl/maps/iDZJB3pVyFS2

เมื่อเสร็จจากของหวาน เราก็ไปต่อกันด้วยของคาว (กลับกันรึเปล่านะ 55) ร้านที่เราจะไปกันอยู่ชั้น 3 ชื่อร้าน épais ค่ะ


แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่า!!!! เมนูหมดรัวๆ เราจึงต้องยอมตัดใจเดินหันหลังกลับอย่างผู้แพ้ อดข้าวเที่ยงไปหนึ่งมื้อ (จริงๆคือก็ยังอิ่มจากของหวานอยู่ เลยเสียใจแต่พอรับได้)


จากนั้นเราไม่รีรอ รีบเดินจ้ำต่อไปยังห้างสุดฮิตของวัยรุ่นชาวโอซาก้า HEP FIVE นั้นเอง


เมื่อเข้ามาถึงก็จะได้รับการต้อนรับจากเจ้าปลาวาฬสีแดงตัวนี้ที่เป็นเหมือนมาสคอตของห้าง


แถมพึ่งรู้ว่ามันมีลูกด้วย!!!


มาถึงก็แจ้นมานี่ก่อนเลย Jump Shop ! ร้านสำหรับสาวกโชเนนจัมพ์ทั้งหลาย เตรียมเสียเงินกันให้ดี


ที่ Hep Five นี่ต้องบอกว่าเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเพราะเรามาช่วงวันหยุดด้วย
ทำให้ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ชาวญี่ปุ่น ออกมาเที่ยวกันเต็มที่สุดๆ

นอกจากปลาวาฬและชิงช้าสวรรค์อันเป็นจุดเช็คพอยท์ของที่นี่แล้ว
ในตัวตึกยังมีทั้งร้านแบรนด์เสื้อผ้าและอาหารรวมถึงของหวานอีกเพียบบบบบ
แถมยังมีชั้นตู้เกมส์และตู้ถ่ายสติกเกอร์อีก 2 ชั้นเต็มๆ!!! ใครอยากมาดูวัยรุ่นหนุ่มสาว มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน


และเนื่องจากเราใช้บัตร Amazing Pass ก็จะสามารถขึ้นกระเช้าได้ฟรีทันที (ปกติ 500 เยน)


ในกระเช้าจะเปิดแอร์ แถมมีลำโพงให้เสียบกับมือถือเพื่อเปิดเพลงด้วยนะ เพราะเสียงเครื่องยนต์ดังมากกกก


ชุบุ~ ❤



เหยินเอ๊ย


วิวเมืองโอซาก้ายามเกือบๆเย็น


เมื่อเราเดินเล่นจนเหนื่อย ก็กลับไปที่ร้าน épais อีกรอบ เนื่องจากความแค้น
ต้องกินให้ได้!!!! ไปถึงร้านเป็นลูกค้า 2 คนแรกเลย สั่งเบียร์ Non-Al มาอีกยี่ห้อหนึ่ง รสชาติพอๆกันนะ ไม่ต่างกันเท่าไหร่


ร้านนี้เป็นร้าน Tonkatsu ที่ได้ Michelin Guide มาตั้งแต่ปี 2016 ยัน 2018 เลย
ทั้งร้านนั่งได้แค่ 12 ที่เท่านั้น แถมถ้าไม่โทรมาจองก่อน ก็อาจจะเจอหมูหมดแบบที่เราเจอ


เราได้นั่งเคาเตอร์ ก็ดูเชฟเตรียมอาหารไปนะฮะ ซึ่งตลอดเวลาที่นั่งรอหมูเนี่ย มีคนโทรเข้ามาจองโต๊ะกันรัวๆเลย


ระหว่างรอก็เสิร์ฟเกลือมาให้จิ้มกินอีกแล้ว


หมูตัวเด็ดของที่นี่จริงๆคือ Tokyo X ซึ่งหมด ฮืออออ เราจึงลองสั่งตัวที่รองลงมาก็คือ Yamagata
ส่วนสันนอกนั้นเอง แต่!! เสียใจมากคือ มันไม่นุ่มอย่างที่คิด ถ้าถามถึงรสชาติแล้วบอกเลยว่าอร่อย
แต่เนื้อดันไม่นุ่มตามที่จินตนาการไว้ ก็เลยแอบเศร้ามากๆ


อีกตัวที่สั่งมาลองคือเจ้านี้ Mangalitsa เป็นหมูจากฮังการี ต้องบอกว่าเนื้อนุ่มอร่อยกว่ายามากาตะคนละเรื่องเลย

อันที่จริงก่อนมาโอซาก้า เราตั้งใจไว้ว่าจะไปร้าน Manger ซึ่งเป็นร้านอันดับ 1 จาก Tabelog อีกเช่นเดิม
แต่ดันลืมเช็คไปว่า ร้านปิดวันจันทร์-อังคาร ซึ่งเป็นสองวันที่วางไว้ว่าจะเที่ยวในโอซาก้า
เลยต้องมาหาร้านตัวตายตัวแทน ส่วนตัวคิดว่าร้านนี้ค่อนข้างดี แถมมีเครื่องดื่มบริการเยอะเป็นพิเศษทั้งเหล้าญี่ปุ่นและเหล้านอก
รวมถึงตัวเชฟก็ดูพิถีพิถันในการทำอาหารเอามากๆ ถ้ามาลองสั่งเป็นสันในอาจจะไม่เจอเนื้อเหนียวแบบพวกเรา


ทานอิ่มแล้วก็ไปเดินย่อยกันค่ะ จะมีที่ไหนได้นอกจากชินไซบาชิ

เราตื่นเต้นกันมาก เพราะพึ่งรู้ว่าเขาเปลี่ยนป้ายเป็น LED แล้ว!!!!!!!


แชะรูปด้วยซะหน่อย หน้ามืดตึ๊บ!


มาเดินย่านนี้ก็ต้องทำใจเรื่องมวลมนุษย์ไว้เลยนะคะ คนมหาศาลลลลลลลลลเลย



จังหวะที่เดินๆเล่นอยู่นั้นก็เจอกับเจ้าปลาหมึกยักส์


แม้พี่จะอิ่มจนท้องจะแตกแล้ว พี่ก็ยังต้องชิมน้องหมึก แต่บอกเลยว่า อร่อยยยย
ยืนยันอีกครั้งว่าถึงจะเป็นทาโกะยากินิ่มๆไม่กรุบกรอบแบบที่ปกติชอบทาน แต่อันนี้คืออร่อยมากๆเบย


ก่อนหมดคืน เราก็แวะทำลายเศษเหรียญด้วยเกมส์ตู้กันซะหน่อย หึหึ ไม่ต้องบอกเลยว่า เสียเงินฟรี ฮือออออออ

เช้าอันสดใสของวันสุดท้ายในโอซาก้า เราตรงมายัง Expo ’70 Commemorative Park
แลนมาร์คในการ์ตูนวัยเด็กของพี่บีม 20th Century Boy นั้นเองงง ฮือๆๆ แค่ได้มาเห็นก็ฟินแล้ว


จริงๆเราแค่กะจะแวะมาแชะรูปเฉยๆเท่านั้น แต่บังเอิญว่าวันที่เราไป มีเทศกาลชมซากุระพอดิบพอดี
เจอชาวญี่ปุ่นหิ้วเสื่อมาปิกนิคกันเต็มไปหมด เราก็เลยเปลี่ยนแผน เข้าไปนั่งปิกนิคกันซะหน่อย


แถมมีร้านอาหาร ขนม นม เนย เบียร์ อะไรอีกเต็มไปหมด


ด้านหลังของ Tower of Sun


ด้านข้าง


ด้านหน้า

ได้มาเห็นของจริง สบายใจละ กลับบ้านได้ 55555


ในระหว่างที่เดินกลับไปยังสถานี เราก็แวะมาดูสวนข้างๆหน่อยว่ามีอะไรบ้าง ดันหันมาเจอสิ่งนี้!!


โบ๊ะ! ใครจะไปคิดว่าจะเจอ Luke’s Lobster แถวนี้ ตอนแรกก็ยังคิดอยู่ว่าจะแว่บไปชิมร้านนี้ตอนไหนดี
อยู่ๆก็มาให้ชิมถึงที่ เลยลองสั่งมาแบบ Half Original Half Wasabi อร่อยทั้งสองแบบ (ในรูปที่มีต้นหอมคือฝั่งวาซาบิค่ะ)


เดินต่อมาอีกหน่อยก็เจอ Gundam Cafe


พี่ยูก็เลยแวะมาซื้อเครื่องดื่มคิ้วๆ พี่บีมก็เดินหายไปดูกันดั้ม หึหึ ให้หิ้วตัวเล็กกลับมาตัวเดียวพอนะ กระเป๋าเต็ม!


กลับจากกันดั้มคาเฟ่ พี่ยูก็ตรงงงงไปยังคาเฟ่ซากุระ
(อ่านรีวิวได้จากโพสต์นี้เลยค่ะ : https://pantip.com/topic/37542311 )

ระหว่างทาง เรายังเจอร้านขายฟิกเกอร์ที่มีพลังงานบางอย่าง ดูดให้เราเดินเข้าไปในร้านอีกด้วยค่ะ


เห็นแล้วอยากร้องไห้ เงินไม่พอซื้อแล้วค่ะ ฮือออ


มาถึงสต้อปสุดท้ายเพื่อทำลายเงินในกระเป๋าเงินให้สิ้นซากกันค่ะ

ร้านนี้เป็นความชอบส่วนตัวของพี่บีม คือร้าน Hinoya
ที่จะมีขายเสื้อฮาวายโดยเฉพาะแบรนด์ Sun Surf ที่ในบ้านเราก็จะพอหาได้บ้างแต่ถูกโก่งราคากันพอตัว
ก่อนจะไปโอซาก้านี่เราก็ลองถามอากู๋ดูว่ามีที่ไหนบ้างนะที่จะหาซื้อได้บ้างก็เลยเจอร้านนี้ขึ้นมา
จริงๆคือถ้าเดินหาดูจะมีบางร้านที่ก็มีขายนะ แต่จะมีน้อยมากและไม่ค่อยมีไซส์ให้เลือก แต่ร้านนี้เรียกได้ว่า ค่อนข้างเยอะเลย

ใครที่สนใจจะไปตามรอย พี่บีมบอกว่าถ้าไปแล้วฝากอินบอกซ์มาหน่อย พี่บีมจะฝากซื้อเสื้อด้วยค่ะ 5555


มือเย็นวันนี้เป็นร้านสุกี้ที่บังเอิญเจอ จริงๆแล้วเราไปร้านอันดับต้นๆใน Tabelog มาอีกแล้ว
แต่โดนเขาปฏิเสธมาเพราะคนจองเต็มหมดแล้ว เลยเดินเสี่ยงดวงกันแถวๆสถานีชินไซบาชิเลยมาเจอร้านนี้เข้าให้

ร้าน Sohonke Naniwasoba


พี่ยูสั่งเป็นเซ็ตสุกี้เนื้อ ให้เนื้อมาแค่สองแผ่นถ้วน (โธ่) แต่เป็นเนื้อ Black Beef ที่อร่อยมาก!!
จึงสั่งเพิ่มอีก 1 จาน (ได้มาอีก 4 ชิ้น)


จริงๆแล้วเนื้อ 1 ชิ้นนั้นคลี่ออกมาได้กว้างมา กว้างพอดีหม้อสุกี้เลย ทานกับไข่ดิบสดๆ พุ้ยข้าวร้อนๆเข้าปาก อ่าาาาาา ฟินน~


ส่วนพี่บีมสั่งเป็นโซบะชาบูเนื้อ มาถึงก็รีบคีบโซบะลงไปลวก เลยไม่ทันถ่ายเลย 555


ที่ลวกเส้นน่ารักไหม


เนื้อที่ให้มาเป็นเนื้อแบบเดียวกัน อร่อยมากๆค่ะ เบ็ดเสร็จ 2 คนประมาณ 1 หมื่นเย็น
แต่อิ่มมมแปร้ และขอพูดอีกหลายๆรอบว่า เนื้ออร่อยมากๆๆๆ

จริงๆใกล้กันจะมีร้านบุฟเฟต์อยู่ ซึ่งเราเห็นว่าคนรีวิวเยอะแล้ว
ก็เลยหาร้านแปลกๆลองชิมดูแทน สรุปว่าแฮปปี้ค่ะ


ก่อนกลับเรากะจะเข้าซุปเปอร์ห้างไดมารู ไปหาอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้ซะหน่อย
แต่ดั๊นมาเจอสตรอเบอร์รี่ลดราคาอยู่ซะก่อน เสร็จพี่สิน้องงง

สตรอเบอร์รี่ตัวนี้เป็นตัวที่เราเห็นจากในรีวิวของคุณบูม เป็นสตรอเบอร์รี่ที่มีชื่อว่า “ซัสสึมะ โอโตเมะ”
ทีแรกเห็นแต่แบบกล่องใหญ่มาก 30 ลูก 3,500 เยน… แล้วจะไปกินหมดได้ยังไง 2 คนนนน
แถมพรุ่งนี้ยังต้องไปเที่ยว USJ อีกทั้งวัน กว่าจะบินกลับก็ดึก ไม่อยากจะหิ้วกลับไทย เกือบจะตัดใจแล้ว


โชคดีที่พี่ยูเดินไปที่หน้าเคาเตอร์ที่พนักงานกำลังแพคสตรอเบอร์รี่อยู่
จึงเห็นว่า มีสตรอเบอร์รี่ลดราคา ซึ่งเป็นพวกสตรอเบอร์รี่ที่สุกมากๆแล้ว ฉ่ำพร้อมทาน 1 กล่องใหญ่
ขายในราคา 1,100 เยน เท่านั้น!!! พวกผมนี่รีบคว้าไว้ทันที ทานตั้งแต่กลางคืนยันเช้า
แถมใส่ถุงพลาสติกหิ้วไปเดินทานใน USJ กันต่อ เนื้อหวานม้ากกกกก แทบไม่มีเปรี้ยวเลย
พี่บีมที่ปกติไม่ได้เป็นแฟนสตรอเบอร์รี่ยังหยิบเอาๆ หอม อร่อย ใครไปเดินห้างอย่าลืมแอบดูตามเคาเตอร์ของลดราคานะคะ


คาแรคเตอร์เขาต้องมีผมชี้ๆ รูปทรงหัวใจด้วยนะ อิอิ


ความพิเศษของซัสสึมะโอโตเมะอีกอย่างคือ เนื้อข้างในเป็นสีขาวค่ะ!! ขาวจั๊วเลยด้วยย หวาน หอม ประทับใจมากๆค่ะ


เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเราดูรีวิวของคุณบูมมาแล้ว เราจะพลาดเจ้าสิ่งนี้ไปได้ยังไง


Premium Kotoka ลูกสีแดงแปรดดดดดด เปิดกล่องมาคือได้กลิ่นหอมอ่อนๆเตะจมูกมาเลย


อีกตัวที่ห้ามพลาดเจ้าค่ะ


Premium Awayuki หอมมากจริงๆ แต่เป็นหอมแบบสดชื่นแบบไม่ถูก
จะไม่ใช่กลิ่นหอมแบบพวกแยมสตรอเบอร์รี่ที่เราทานกันเป็นประจำนะคะ


เทียบกันสองตัวค่ะ อีกตัวที่เป็นสีขาวล้วน หมด! แอบรู้สึกว่าลูกที่เราได้มามันเล็กๆ
(รวมถึงซัสสึมะโอโตเมะก็ดูเล็กกว่าตัวที่คุณบูมรีวิวไว้)


มาผ่าชำแหละกันค่ะ ข้างในขาวอมชมพู


ส่วนพี่โคโตกะแดงแปร้ด


เทียบกันให้เห็นชัดๆค่ะ

ส่วนตัวพี่ยูชอบสีแดงมากกว่า เพราะความหอมหวานนี่มันอบอวลในปาก ส่วนพี่บีมชอบสีชมพูมากกว่า
เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันละมุนละไมกว่า

แต่สุดท้ายก็คิดว่า ซื้อแค่ซัสสึมะก็พอแหมะ หวาน หอม อร่อย
ไม่ต้องซื้อตัวพรีเมียมหรอก แพง! 555

วันสุดท้ายในทริปคันไซของเราคือการไปเที่ยว USJ
(ตามอ่านรีวิวได้ที่นี่เลยค่ะ : https://pantip.com/topic/37544687 )

เมื่อเล่นเครื่องเล่นมาเหนื่อยๆจนหมดวันก็รู้สึกเหนียวตัวไปหมด
เราจึงจะพาทุกคนมาอาบน้ำกันค่ะ ห้องอาบน้ำหยอดเหรียญที่ว่า อยู่ที่ Terminal 1 ค่ะ

เมื่อเราเช็คอินกระเป๋าแล้วเดินเข้ามาถึงด้านในเทอมินอลแล้ว เดินมายังสตาร์บัคในเทอมินอลเลย
มองข้ามสตาร์บัคไปยังป้ายสีน้ำเงิน เราจะเห็นสัญลักษณ์ฝักบัวอยู่


นี่ไง เดินอ้อมหลังร้านกาแฟไปเลยค่ะ


เราก็จะเจอกับ Shower Room เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง


ที่นี่จะไม่มีพนักงานคอยเฝ้า แต่เขาจะมีโทรศัพท์ให้เราโทรสอบถามได้ค่ะ
แต่จริงๆแล้วการใช้งานไม่ยากเลย แถมยังมีผ้าเช็ดตัวพื้นเล็กขายด้วยนะ


ตู้แลกเหรียญก็มีให้พร้อมค่ะ ไม่ต้องกลัวไม่มีเหรียญหยอด


หน้าตาห้องอาบน้ำก็จะประมาณนี้ค่ะ


เราแค่หยอดเหรียญเข้าไป 600 เยน อาบได้ 15 นาที


พร้อมแล้วเตรียมตัวอาบน้ำกันค่ะ


มีแชมพูสบู่ให้เสร็จสรรพ


ให้ทายว่าในรูปนี้คืออะไร??

ติ๊กต่อกๆๆๆ
.
.
.
เฉลยยยยย

นี่คือ ฝักบัวค่าาา เป็นฝักบัวด้านบนเหนือศรีษะ คือเราเลือกได้ว่าจะให้น้ำออกทางไหน


ไม่ได้มีแค่ห้องอาบน้ำด้วยนะคะ ยังมีห้องน้ำ และห้องแต่งหน้าทำผมด้วยยย


ห้องแต่งหน้าทำผม เสียดายไดร์เบาไปหน่อย ผมพี่หนา เป่าจนไดร์แทบไหม้


ก่อนขึ้นเครื่อง ก็มาถึงสเตชั่นสุดท้ายในการทำลายเหรียญที่เหลืออยู่ของเราค่ะ


กาชาปองนั้นเอง! จริงๆแล้วที่สนามบินคันไซขึ้นชื่อเรื่องตู้กาชาปองมาก แต่ว่า เราลืม… ดันเช็คอินเดินตัวปลิวกันเข้ามาก่อน เพราะบริเวณที่มีตู้เยอะๆนั้นอยู่ก่อนจะเช็คอินเข้ามา เราเลยเจอตู้แค่นี้บริเวณทางเดินไปเกท ฮืออ เสียใจ

จบแล้วค่ะ ทริป 6 วันในคันไซของพวกเรา เต็มอิ่มมากๆ มีทั้งเรื่องฟินๆ และร้านอาหารแย่ๆ (ที่เราไม่ได้เขียนรีวิวไว้)
แต่ทั้งหมดก็ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ทำให้เรามีความสุขมากๆ
และอยากจะกลับมาทำการบ้านเพื่อให้ทริปหน้าเดินทางกันได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ต้องบอกเลยว่าในตัวเมืองโอซาก้านั้น มีสถานทีท่องเที่ยวมากมายให้เราเลือกไปเดินเล่น ชมเมือง ถ่ายรูปแลนมาร์ค
หรือต่อแถวกินอะไรๆได้อีกเพียบ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณชอบเที่ยวแบบไหน ก็ลองศึกษาเส้นทาง
ทริคในการเที่ยวจากหลายๆแห่งไว้เยอะๆนะคะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางเช่นกันค่ะ ยิ้ม

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu

หรืออออ

http://beamwithyuu.com

KYOTO “ไปเกียวโตคนเดียวไม่ค่อยฟิน อยากให้เธอบินมาเที่ยวด้วยกัน” by BeamwithYuu

กริ้วววว วันนี้เราจะไป เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น
ซึ่งบอกเลยว่า จริงๆแล้ววันเดียวเนี่ย เที่ยวไม่ครบแน่ๆถ้าไม่ชะโงกทัวร์
เราจึงจำใจต้องเลือกว่าอยากไปที่ไหนบ้าง แถมวันนี้ดันเป็นวันอาทิตย์!!!!
คนมหาศาลลล ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวกับครอบครัวอีก
ตายค่ะตาย แต่ที่เราเลือกมาเกียวโตวันนี้เพราะเราจองบัตรชมการแสดงเกอิชาชื่อดังเอาไว้
นั้นก็คือ “มิยาโกะ โอโดริ” ทำให้เราต้องมาวันนี้
(ฮือ สาระแนอยากดูการแสดงวันแรกไง ถ้าเลื่อนไปพรุ่งนี้ก็น่าจะคนน้อยลงตั้งเยอะ ชิ)

สำหรับแผนเที่ยวในวันนี้ก็คือ
#เดินชิลดูป่าไผ่ #ชมวัดทอง #สงบใจที่สวนหิน #ฟินเกอิชา #จิบกาแฟดริปดีกรีแชมป์

ส่วนระหว่างทางเราจะเจออะไรกันบ้างนั้น ตามมาเลยค่ะ!

เราเริ่มต้นการเดินทางที่ Arashiyama Station เพื่อจะเดินไปชมป่าไผ่อันโด่งดัง


เมื่อมาถึงสถานีเราก็กดแมพเพื่อเดินไปยังเป้าหมาย ซึ่งหน้าสถานีจะมีร้านให้เช่าจักรยานด้วยนะ
แต่ด้วยความที่เรากะจะกลับจากสถานีเกียวโต ไม่อยากย้อนกลับมาทางนี้ก็เลยไม่ได้เช่ารถ เดินรัวๆเลยจ้า


วันที่ไปต้องบอกเลยว่า อากาศดีมากกก ซากุระบานเต็มต้น ลมพัดเบาๆ


มองไปทางไหนก็สบายหูสบายตาสบายใจ ชาวญี่ปุ่นบางบ้านเขาก็จะมาปิกนิคกัน


ซากุระซัง


ซากุระงิ


ซากุระคุง


ซากุระเต็มไปหมดเลยยยยย


บริเวณทางเดินจากสถานีไปจนถึงในตัวเมือง (จริงๆไปจนถึงป่าไผ่เลย)
เป็นทางเดินสาธารณะ ใครจะพาน้องหมามาเดินเล่นก็ได้ด้วย


ทางเดินริมแม่น้ำจะมีเก้าอี้ให้เรานั่งชมเมืองด้วย ใครชอบถ่ายรูปรับรองว่ามาแถวนี้นี่อยู่ยาว ได้เป็นร้อยรูปแน่นอน


เอาซากุระเป็นโฟกราวก็ได้


เป็นแบคกราวก็งาม


ซากุระที่ญี่ปุ่นเองก็จะมีหลายพันธ์ มีทั้งแบบที่ขึ้นช่อสวยๆ หรืองอลงมาเป็นพุ่มก็มี


เดินข้ามสะพานใหญ่ไปอีกนิดนะ ใกล้ถึงป่าไผ่แล้ว


มีเรือแจวพาชมเมืองด้วยนะ


อุ้ย เดินไปเดินมา ถึงแล้วว


ผ่าม!!! มนุษย์เยอะไปไหนเนี่ย!!
ขอฝากไว้นิดนึงว่า ถ้าอยากมาถ่ายรูปป่าไผ่แบบเงียบสงบ ไม่มีผู้คน
คุณต้องมาเช้าหน่อย ตอนเราไปถึงประมาณสิบโมง คนล้นหลามมาก หรือมาในฤดูที่เป็นโลวซีซั่น ก็น่าจะช่วยได้


ถ้าจะถ่ายสวยๆหลบคนก็คงได้ประมาณนี้ละมั้ง  55555


หรือเอาตัวบังแบคกราวให้หมดเลยยยยย


หรือไม่ก็ยืนรอไปนะ จนกว่าจะมีจังหวะที่คนซาๆก็แชะรูปได้นิดๆหน่อยๆ


ส่วนตัวชอบบรรยากาศที่นี่เหมือนกันนะ ถ้าตัดความพลุกพล่านออกไป
เราว่าที่นี่สงบดีเลย อากาศเย็นสบาย เงียบสงบมากๆ และนอกจากมุมสุดฮิตตรงนี้แล้ว
ที่จริงยังมีส่วนอื่นๆให้เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้อีก ถ้าใครมาสายสงบๆรื่นรมย์กับธรรมชาติ แนะนำเลย


เสร็จจากป่าไผ่ เราก็เดินออกมาขึ้นรถเมล์กัน ถ้าใช้ Kansai Pass
แบบที่เราซื้อมาตั้งแต่วันแรกก็จะสามารถใช้รถเมล์ของที่นี่ได้ฟรี

การเดินทางในเกียวโตจะค่อนข้างต่างจากโกเบตรงที่ใช้รถเมล์อาจจะสะดวกกว่า
เพราะมีป้ายถี่มากๆเมื่อเทียบกับรถไฟ แต่ข้อเสียก็คือ คนเยอะมากๆเช่นกัน
(อันนี้วงเล็บว่าเรามาเกียวโตวันอาทิตย์ ดันมาเจอนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองด้วย คนเลยล้นหลามมากกก ถ้ามาวันธรรมดาไม่รู้จะพีคแบบนี้ไหมนะ)


Next Stop ของเราคือวัดทอง ไปดูเขียวๆแล้วมาดูอะไรเหลืองๆบ้าง

ที่ซอยถนนหน้าทางเข้าวัด จะมีร้านขายเครื่องสำอางค์อันเป็นยี่ห้อเก่าแก่ประจำเกียวโตอยู่ด้วย ใครสนใจแวะเสียเงินกันได้


แต่สายกินอย่างเรา มันต้องเข้าร้านนี้ หุหุ


ร้านไอศครีมนั้นเองงงงง มีให้เลือก 3 รส คือ วานิลลา ชาเขียว ผสม (ส่วนตัวว่าชาเขียวอร่อย)


เป็นไอศครีมแปะทอง ข้างในมีโมจิกับถั่วแดงอยู่ด้วย อร่อย โคนยังอร่อยเลย
อยากกินอีก แต่แผ่นทองนี่กินดีๆนะ ติดปากเป็นสาลิกาเลยจ้า 5555


ก่อนเข้าวัดเราต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วยนะ


ดูเพื่อนร่วมทางชมวัดของเราสิ มหาศาลลล


ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อสิ่งนี้ วัดทอง ทองสมชื่อจริงๆ ขนาดช่วงเวลาที่ไปฟ้าครึ่มมากก็ยังเห็นถึงความเหลืองอร่าม


ทางเดินจะเป็นทางเดินวนรอบๆตัววัด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกระจุกอยู่ที่เดียว เดินวนๆหามุมถ่ายได้เรื่อยๆ


แต่ตัวอาคารไม่ได้เปิดให้เข้าชมนะ เราได้แต่เดินอยู่รอบนอกเท่านั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆคือสวนรอบๆวัด สวยงามไม่แพ้กันเลย


แชะรูปหน่อยย


เมื่อเดินวนมาถึงอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นแบบนี้จ้า


นอกจากตัววัดทองแล้วก็จะมีอะไรเล็กๆน้อยๆให้ชมระหว่างทาง
แต่พี่ยูเคยมาวัดทองนี่รอบที่ 5 แล้ว เลยพาเดินดูแค่วัดทองแล้วเดินออก อดถ่ายรูปอื่นๆเลยเพราะต้องทำเวลา ฮือ

เรามาต่อกันที่วัด Ryoanji เพื่อมาดูสวนหินกัน


แต่เดินๆอยู่พี่ยูก็หยิบขวดโค้กขึ้นมาถ่ายรูป… เพราะเป็นขวดโค้กรุ่นพิเศษ (ถ่ายมาทำไมหนออ)


ก่อนจะเดินไปถึงสวนหิน เราก็จะได้ชมสวนดอกไม้ระหว่างทาง ซึ่งขอบอกเลยว่า สวยงามมากกกกกก
เป็นความสวยที่ตอนถ่ายรูปคิดว่าจะถ่ายยังไงให้เห็นว่ามันสวยเท่าที่ตาเห็นเนี่ย สุดท้ายก็ทำใจยอมรับว่าทำไม่ได้ 55555


สวยงามจริงๆนะ อยากให้มาเห็นด้วยตาตัวเอง


ร่มรื่น และ รื่นรมย์ (อร๊างงงง~~ พี่เสื้อฟ้าฟินเวอร์)


ถึงแล้วว สวนหินที่เขาเรียกว่า ฮิระนิวะ เป็นหนึ่งในสวนหินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่นเลย


ในสวนหินแห่งนี้จะมีหินวางอยู่ทั้งหมด 15 ก้อน แต่เขาว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะมองจากมุมไหนก็ตาม
เราจะไม่มีทางมองเห็นหินทั้ง 15 ก้อนได้จากมุมเดียว


สิ่งที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังเนี่ย ไม่ใช่ว่าแค่เรียงๆหินแล้วออกมาเรียบง่ายสวยดีนะ
เขายังมีปรัชญาที่มากับการจัดสวนหินแบบนี้ด้วย ซึ่งรายละเอียดมันจะเยอะและยาวมาก ใครที่สนใจอยากให้ลองหาอ่านกันดูนะคะ


ส่วนตัวเราเพลิดเพลินมาก น่าเสียดายมากๆอย่างเดียวเลยคือ นักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกก
แน่นยิ่งกว่าป่าไผ่ แต่ถ้าทำใจให้สงบแล้วตั้งใจโฟกัสที่สวนได้ก็จะเบาใจลง


นอกจากสวนหินแล้ว ยังมีห้องแบบญี่ปุ่นที่เก็บรักษาสภาพเดิมไว้ให้เราชมด้วย


มีสวนจิ๋วด้วย แต่อ่านไม่ออก ฮืออ


ออกมาจากสวนหินเราก็จะยังเจอทางเดินที่ปกคลุมไปด้วยร่มไม้นานาพรรณ


เหมาะกับการสงบจิตใจอย่างแท้จริง


นอกจากนั้น เรายังตั้งใจจะมาชิมร้านอาหารที่อยู่ในวัดเรียวอนจิอีกด้วย (ซึ่งบังเอิญกูเกิ้ลเจอระหว่างหาข้าวเที่ยง 5555)


เมนูจะเป็นพวกซุปเต้าหู้หรือซุปผัก แลดูเฮลตี้มากๆ


แต่ปรากฏว่าต้องรอคิวอีก 1 ชั่วโมง!! เลยต้องแพ้บาย บรรยากาศในร้านชิวเหลือเกิน
ถ้าใครอยากจะมาลองแนะนำให้โทรจองไว้ก่อนนะ ไม่งั้นจะพลาดแบบข้าพเจ้าได้ ฮือๆ


หลังจากนั้นเราต้องรีบจับรถไปยัง Kyoto Art Theater Shunjuza เพราะเรามีนัดกับ (โชว์) เกอิชา การแสดงนี้มีชื่อว่า Miyako Odori


แนะนำว่าต้องจองมาก่อน และการแสดงนี้มีเฉพาะช่วงซากุระบานเท่านั้น
อย่างของปีนี้ มีตั้งแต่วันที่ 1 เมษา – 16 เมษาเท่านั้น (ขอโทษนะที่เรามารีวิวช้า ฮืออ)


ก่อนเข้าชมการแสดงเราก็มาเดินดูบริเวณรอบๆงานก่อนก็ได้นะ มีทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ มีขายรองเท้าผ้าใบจ๊าบส์ๆด้วย


มีแบคดรอปให้ถ่ายรูปด้วยนะ


ส่วนชุดกิโมโนที่โชว์อยู่นั้น หยิบมาใส่ไม่ได้นะ 555 ให้ถ่ายรูปด้วยเฉยๆ


ตั๋วที่เราจองมา เป็นแบบที่มีพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นให้ชิมด้วย โดยที่จะมีเกอิชาจริงๆมาชงให้
แต่แน่นอนว่า เขาไม่ให้ถ่ายรูปเด้อ // ขนมไข้ถั่วเหลืองหวานๆ ทานคู่กับชาเขียวขมๆ เข้ากันดีทีเดียว


เมื่อโชว์ใกล้เริ่มแล้ว เขาจะต้อนเราเข้าห้อง ซึ่งจะมีให้เช่าหูฟังภาษาอังกฤษด้วย เอามาคืนแล้วจะได้เงินมัดจำคืนนะ


ใครที่ชอบชมละครเวทีเราคิดว่า ควรค่าแก่การมาลองดู ส่วนตัวเราคือรู้สึกคุ้มค่ามากๆ ทั้งได้เรียนรู้วัฒนธรรมการแสดงของญี่ปุ่น รวมถึงวัฒนธรรมเกอิชาที่หาดูที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

เนื้อเรื่องของการแสดงจะพูดถึงฤดูกาลในญี่ปุ่น เริ่มจากฤดูร้อน วนมาจบที่ฤดูใบไม้ผลิหรือก็คือหน้าซากุระนั้นเอง
โดยการแสดงจะแตกต่างกันไปทุกปี แต่สิ่งสำคัญคือ ห้ามถ่ายรูป
เพราะเขาอยากให้เราตั้งใจชมการแสดงตรงหน้าโดยไม่มีอะไรมาทำให้เสียสมาธิ
นักแสดงจะมีทั้งเกอิชาฝึกหัดที่เรียกว่าไมโกะ และเกอิชารุ่นปัจจุบันไปจนถึงเหล่าพี่เลี้ยงเกอิชาที่เป็นรุ่นเดอะ
แต่ทั้งหมดทั้งมวล เราประทับใจสุดๆ (เลยเขียนซะยาวขนาดนี้เลย 5555)


เมื่ออิ่มเอมจากการชมมิยาโกะโอโดริมาแล้ว เราก็เลยไปเดินเล่นที่ถนนสายโรแมนติกที่เขาเรียกกันว่า Philosopher’s Path

ระหว่างเดินก็แอบเจอต้นซากุระหลังบ้านแถวนั้น


ถึงแว้วว Philosopher’s Path สวยจริงๆด้วย


โชคดีที่ไปถึงช่วงเกือบเย็นมากๆแล้ว ทำให้คนไม่เยอะมาก


แถวนี้ยังมีร้านน้ำชาแบร์นเดียวกับกระดาษซับหน้ามันอยู่อีกด้วย


แต่กว่าเราจะไปถึง เขาก็ปิดรับออเดอร์เสียแล้ว


ถนนสายนี้จะเป็นทางเดินยาววววยาวววววววว ยาวมากจริงๆ


มีจุดให้นั่งจีบกันเต็มไปหมด


แถวซากุระแถวนี้ ยังมีต้นที่สีชมพู๊ชมพูด้วยนะ


สีนี้จริงๆ ไม่ได้แต่งสีเพิ่มเติมเลยจ้า


ฝาผ่อแถวนี้ก็มีความเกอิชา // เพราะสำหรับเกอิชาแล้ว “พัด” คือสมบัติประจำตัว ที่ทุกคนต้องมี


จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย(เกือบ)สุดท้ายของทริปเกียวโตในวันนี้กันค่ะ

ดูสิคะทุกคน ยืนดมหัวกันสนิทชิดเชื้อเลยค่ะ


ถึงแล้วย่านโคมแดง


ตรงนี้ก็คือ Gion Street ค่ะ เป็นย่านที่มีเกอิชาอาศัยอยู่ แล้วก็จะมีทั้งร้านอาหารที่มีโชว์เกอิชา
แต่ก็จะมีทั้งที่เป็นโชว์ทั่วๆไป แบบ Commercialๆ หน่อยๆ อันนี้แล้วแต่ความชอบเลยนะคะ


เดินๆอยู่ก็เห็นมีรถเข้ามารับเกอิชาออกไปทำงานค่ะ


เมื่อเดินจนเหนื่อยแล้ว ก็ขอแวะจิบเบียร์เย็นๆหน่อย แต่เดี๋ยวก่อน! เบียร์ที่เห็นในรูปนี้เป็นเบียร์ Non-Alcohol
ที่ญี่ปุ่นเขาจะฮิตมาก หาได้ตามเซเว่นทั่วไป แต่บอกเลยว่าแบบขวดนี่อร่อยกว่าแบบกระป๋องเยอะมากๆ
ถึงจะไม่เหมือนเบียร์ปกติซะทีเดียวก็เถอะ พอจะทดแทนกันได้อยู่


ระหว่างเดินไปยังเป้าหมายสุดท้ายในเกียวโตของเรา ก็บังเอิญเจอเกอิชาระหว่างทาง
เหมือนจะมีคนมาสัมภาษณ์นะ พวกนางสตรองมากจริงๆ คือต้องบอกว่า
ภาพเกอิชาเดินในตัวเมืองยามค่ำคืนเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวทุกคนจับตามอง
แต่พวกนางไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยแม้แต่สักนิดเดียว ให้ความสนใจกับคู่สนทนาของตัวเองเท่านั้นเลยจริงๆ นับถือเลยค่ะ


เอาล่ะ! ถึงเป้าหมายสุดท้ายในเกียวโตของเราแล้ว เป็นวันที่ผ่านไปเร็วจริงๆ


ที่นี่มีชื่อว่า Elephant Factory Coffee ซึ่งพี่ยูก็บังเอิ๊ญบังเอิญไปเจอจากเว็บบลอคเกอร์ญี่ปุ่น
ว่าเจ้าของร้านเนี่ยเขาชนะการประกวดกาแฟดริปเมื่อปีที่แล้ว แล้วมาเปิดร้านอยู่ตรงนี้ เราเลยมาลองชิมกันซะหน่อย

กระซิบบอกว่า ร้านนี้นั่งได้ไม่เกิน 18 คนเท่านั้น ซึ่งถ้ามาถึงแล้วไม่มีที่นั่ง เจ้าของร้านเขาก็จะกล่าวขอโทษ
แล้วเชิญเรากลับไป เพราะกว่าจะชงกาแฟแต่ละแก้วนั้นเขาค่อยๆทำ เขาไม่ได้เรียกให้รอด้วยนะ
น่าฉงฉานคนที่โดนเชิญออก เรานี่โชคดีมากไปถึง 2 ที่สุดท้ายพอดี

แต่สำหรับคนที่ไม่สูบบุหรี่อาจจะรำคาญๆนิดนึงนะคะ เพราะว่าในร้านเขาให้สูบบุหรี่ได้ ก็รมควันกันไปนิดๆนะ


โลโก้น้องช้าง โตแล้วจะกินกาแฟกี่โมงก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ


แก้วแรกที่สั่งเป็น Blend ของทางร้าน ซึ่งเขาจะมีเขียนกำกับไว้หมดว่าตัวไหนรสชาติเป็นยังไง
ส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบกาแฟเปรี้ยว จึงสั่งเป็นตัวที่ค่อนข้างเข้มมา เพราะกาแฟญี่ปุ่นปกติก็จะรสอ่อนอยู่แล้ว
เมื่อสั่งตัวเข้มๆมาจึงได้รสที่ลงตัวมากๆสำหรับเรา แก้วนี้คือดีมากอีกแล้วครับท่าน 5555 (ทำไมกินอะไรก็อร่อย)


ชีสเค้กตอนแรกเห็นเหลี่ยมๆเล็ก เอ๋ จะอร่อยมั้ยนะ พอลองเข้าปากเท่านั้นแหละ
ตูมมมมมม ระเบิดความอร่อยเต็มคำ!!!


ส่วนนี่เป็นอีกหนึ่ง Signature ของทางร้านก็คือ Mini Cheese Cake และแก้วด้านข้างก็คือลาเต้เย็นนั้นเอง
ทั้งสองอย่างทานด้วยกันคือดีมากกกกกก ดีมากกกกกค่ะ เป็นการจบวันที่เปรมปรีย์เป็นอย่างมาก
(นอกเสียจากว่าคืนนี้จะนอนตาตื่นทั้งคืน 55555)

จบไปอีกหนึ่งวันกับทริปเกียวโตของเรานะคะ เรายังเหลืออีก 2 วันในการตะลุยโอซาก้า
แล้วพบกันใหม่นะคะ จุ๊บๆ xx


ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

KANSAI (PART II) : KOBE เนื้อย่างก็ว่าหอม แต่ถ้าเนื้อหอมผมว่าคุณ

เข้าสู่วันที่ 3 ในทริปคันไซของเรา วันนี้เป้าหมายของเราคือ “โกเบ” ซึ่งขอบอกเลยว่า
ถ้าคุณเป็นคนรักเนื้อ กด Save Post ไว้เลยเพราะ “สายเนื้อห้ามพลาด” แล้วไปโกเบ 1 วัน จะทำอะไรดีนะนอกจากไปกินเนื้อย่าง?
หลังจากที่ลองศึกษาดูแล้วเราก็เลยตัดสินใจว่า เราจะไปดูหุ่นยนต์ ชมวัด ล่าเนื้อ แช่ออนเซ็น ขึ้นกระเช้า นั่งรถราง ชมวิวริมน้ำ นั่งชิงช้าสวรรค์
เอ๋… ทำไมมันเยอะจัง แล้ววันนึงจะไปครบหมดไหมละเนี่ย งั้นรีบตามไปดูกันเลยดีกว่า!!

 


ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

หนาวเนื้อ ห่มเนื้อ จึงหายหนาว

หิวเนื้อ กินเนื้อ จึงหายหิว!!

เช้านี้ต้องเร็วนะ!!
อาหารเช้าวันนี้คือข้าวปั้นขึ้นชื่อของนาระที่เราซื้อมาเมื่อวาน


แพคเกจจิ้งดีต่อใจพี่มาก เพราะเดินแกว่งถุงมาตลอดทางกลับบ้านก็ไม่สามารถทำอะไรข้าวปั้นในกล่องได้


ข้าวแน่น อร่อย ปลาสดมากกกกก
เราสามารถเลือกหน้าได้ก่อนใส่กล่องค่ะ แต่ข้าวนี่แน่นมากจริงๆ พี่นี่จุกเลย


ตบท้ายด้วยของหวานที่ซื้อจาก Kuuki เมื่อวานเหมือนกัน
จริงๆแล้วพนักงานเขาบอกว่าให้ทานภายใน 2 ชั่วโมง แต่เรานี่เล่นแช่ตู้เย็นมาข้ามวันเลย 5555
แต่ก็ยังอร่อยนะ ครีมนุ่มมากกก หวานกำลังดี สตรอเบอร์รี่ก็ฉ่ำ ดีจุงบิง


อิ่มแล้วก็ออกเดินทางกันค่ะ
นี่ๆ เราชอบมาขึ้นตู้ผู้หญิง เพราะตู้น้ีหอมที่สุด 555 มีแต่กลิ่นน้ำหอมสาวๆทั้งขบวน

อ่านแล้วรู้สึกตัวเองเหมือนตาแก่โรคจิต ฮ่าๆๆๆๆ


นี่คือพี่บีมหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย เพราะพึ่งเคยเห็นม่านในรถไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นไรเบอร์นั้นน


ใกล้ถึงแล้ว เป้าหมายแรกของเรา


#ดูหุ่นยนต์

ถึงล้าวววว Tetsujin 28 หุ่นยนต์ไอค่อนประจำเมืองโกเบ ตัวใหญ่สะใจมากกก


บริเวณนี้ไม่ได้มีแค่หุ่นยนต์นะ ยังมีห้างสรรพสินค้าแล้วก็มีสวนดอกไม้อยู่ใกล้ๆด้วย


แต่เรามาเพื่อถ่ายรูปพี่หุ่นเท่านั้น แดดเปรี้ยงขนาดนี้ สู้ต่อไปนะ!

#ชมวัด
ต่อกันที่ศาลเจ้าอิคุตะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ประจำเมืองโกเบ
ที่ศาลเจ้านี่เราจะเห็นคู่รักมาขอพรด้วยกัน เพราะมีเทพเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักอยู่นั่นเอง


ก่อนเข้าวัดเราก็จะต้องชำระล้างร่างกายและจิตใจให้สะอาดเสียก่อน
โดยการใช้กระบวยตักน้ำขึ้นมาล้างมือทั้งสองข้าง แล้วเอาน้ำแตะที่ปากเล็กน้อย (อย่ากินเข้าไปละ!)


บังเอิญมาเจอคู่รักที่จัดงานแต่งงานกำลังถ่ายรูปกันอยู่เลย


ข้างใจก็กำลังมีพิธีบางอย่างอยู่ เห็นชาวญี่ปุ่นมุงกันอยู่ข้างนอกแล้วก็ถ่ายรูปกันด้วย
เราจึงทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีด้วยการทำตาม 55555


มีป้ายให้เขียนขอพรแล้วเอามาแขวนตรงนี้ด้วย


น้องหมาน่ารักๆ


ปีหมาทั้งที เราก็จะเห็นลายหมาน่ารักๆเต็มเมืองไปหมด


ที่ศาลเจ้านี้ยังมีเสาแดงขนาดเล็กแบบเดียวกับศาลเจ้าจิ้งจอกอันโด่งดังในเกียวโตด้วยนะ



มีรูปปั้นจิ้งจอกผู้เฝ้าประตูด้วย


บรรยากาศรอบๆก็เต็มไปด้วยดอกซากุระ


บานสะพรั่ง


อะๆ นิดนึงๆๆ จุ๊บๆ


แน่นอนว่า ศาลเจ้าหรือวัดญี่ปุ่น ก็ต้องมีเครื่องลางนำโชคอยูแล้วว


มีให้เลือกหลายแบบเลยทั้งเรื่องความรัก การงาน สุขภาพหรือการเดินทางก็มีค่ะ ลองอ่านดูนะ เขาจะมีภาษาอังกฤษเขียนอยู่


นี่ๆๆ มีให้เสี่ยงเซียมซีด้วยนะ เราจึงจัดคุ้กกี้เสี่ยงทายมาหนึ่งดอก ได้โชคดีสุดๆด้วยละ อิอิ


แต่ถ้าใครจับแล้วได้ใบที่ไม่ดีละก็ สามารถเอาไปผูกทิ้งไว้ภายในวัดได้นะคะ โชคไม่ดีเราก็ไม่เอากลับบ้านเนอะ


#ล่าเนื้อ
ไม่ทันไรท้องก็ร้องซะแล้ว เรารีบไปที่ร้านก่อนเวลานัดเพราะดันหิวขึ้นมาซะก่อน
เมื่อพูดถึงเนื้อโกเบแล้วคนส่วนใหญ่จะคิดถึง Steak Land แต่เราอยากลองหาร้านทางเลือกอื่นๆดูบ้างเลยมาเจอกับร้านนี้ “Ishida Steak”


ร้านอาหารที่ญี่ปุ่นส่วนมากจะมีเซ็ตอาหารกลางวันที่ราคาถูกกว่ามื้อเย็น ทำให้เป็นที่นิยมมาก แต่ร้านนี้มีความพิเศษเพิ่มเติมคือ จะมีเซ็ตที่ไม่ได้อยู่ในเมนู เป็นเนื้อโกเบ A5 ที่มี BMS 10-12 เลยทีเดียว แต่เราจำเป็นจะต้องสั่งจองล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้นถึงจะได้กินนะ


เมื่อเข้ามาในร้าน เขาก็จะเทเกลือมาให้เราจิ้มกินไปพลางๆ (ใช่ที่ไหนละ!!)

จากภาพคือ Sea Salt – Rock Salt – Pepper ส่วนตัวชอบ Rock Salt มากๆ ฟินสุด


และแล้ว เนื้อที่ข้ารอคอยก็มาถึงงง!!
เซ็ตแรกที่เราสั่งคือเซ็ตอาหารกลางวัน เป็นเนื้อโกเบ A5 ส่วน Sirloin ที่มี BMS 8-10 น้ำหนัก 130g
ดูลายเนื้อนั้นสิคะคุณผู้ชมมมมม


เซ็ตที่สองคือเซ็ตพิเศษที่เป็นเนื้อพิเศษ โกเบ A5 ส่วน Tenderloin มี BMS 10-12 !!
น้ำหนักแค่ 110g เท่านั้น (มีให้เลือกอีกสองน้ำหนักคือ 130g กับ 160g)


ระหว่างรอเชฟย่างเนื้อ ก็จะมีออเดิร์ฟมาให้เรารองท้องกันก่อน โดยที่ทั้งสองเซ็ตจะมีออเดิร์ฟที่ต่างกันด้วยนะ
อย่างของเซ็ตกลางวันจะเปลี่ยนจากปลาในรูปเป็นสลัดมันฝรั่งค่ะ

จากรูป อร่อยม้ากกก – อร่อย – เฉยๆ


เอาเนื้อลงเตาล้าวววว เสียงมันช่างไพเราะมาก อยากให้ทุกคนได้มาฟังร่วมกันจังเลยค่ะ
เขาจะยังไม่ย่างเนื้อทั้งหมดทีเดียวนะ แต่ค่อยๆแบ่งส่วนมาย่างให้เราทาน ทำไมต้องทำร้ายพี่ขนาดนี้ด้วย


ยังค่ะ ยังไม่ได้กินเนื้อซะที ทานสลัดรองท้องไปก่อนนะ เส้นบุกกรึบๆ อร่อยมากอีกแล้ว


เมื่อเชฟย่างเนื้อเสร็จเขาก็จะตัดมาให้เป็นชิ้นพอดีคำ ในภาพเป็นส่วน Sirloin


ดูลายเนื้อ Tenderloin นั้นสิ T____T

ลืมบอกไปว่า เราบอกเขาได้ว่าเราจะแชร์เนื้อทั้งสองจานกัน แล้วก็เลือกได้ว่าอยากจะย่างสุกระดับไหน


มาแล้วค่ะ Sirloin Medium-Rare แค่แตะเกลือพริกไทยเบาๆก็ฟินนนนแล้ว เนื้อนุ่มมากกกก นุ่มแบบ นุ่มมมมมมมมมมจริงๆ


Tenderloin ❤

จากการลองทั้งสองเซ็ตแล้ว ส่วนตัวคิดว่า แค่เซ็ตกลางวันก็อร่อยมากๆแล้ว ตัว Tenderloin นุ่มกว่า ละลายกว่าก็จริง แต่เรื่องความคุ้มค่าเซ็ตกลางวันนี่ถือว่าคุ้มสุดๆ แล้วคุณภาพก็ไม่ได้หนีกันมากขนาดนั้นอีกที เชียร์ให้มาลองชิมกันดูนะ


ปิดท้ายด้วยของหวานและชาหรือกาแฟ ของหวานเองก็อร่อยสดชื่นดี ที่เห็นแป้งสามเหลี่ยมสีขาวๆนั้น
เขาห่อไอศครีมรสส้มยูซุไว้ อร่อยมากกกกกก กลับบ้านไปเตรียมลดน้ำหนักได้เลยค่ะ!!

เมื่ออิ่มแล้วก็ถึงเวลางีบ ไปสถานีต่อไปกันค่ะ


ถึงแล้ววว เมืองอะริมะออนเซ็น แน่นอนว่ามาเมืองนี่ก็ต้องมา #แช่ออนเซ็น นั้นเองงงง


แต่ก่อนอื่น เรามาช้อปปิ้งกันก่อนค่ะ 555


ร้านขายของที่ระลึกประจำเมือง เดินออกจากสถานีรถไฟมาก็เจอเลย


มีทุกอย่างที่ Inspired มาจากบ่อน้ำร้อนของที่นี่ ขอบอกว่าผงแช่น้ำร้อนที่นี่ดีมากกกก ใครไปอย่าลืมซื้อกลับมาแช่ตัวกันนะ


ตัวละครคุ้นๆม่ะ


อาคารใหญ่ๆนั้นคือร้านที่เราเข้าไปเมื่อตะกี้แต่มองจากด้านหลังแหละ


ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองบ่อน้ำร้อน ก็จะมีน้ำร้อนไหลผ่านตัดใจกลางเมืองแบบนี้เนี่ยแหละ


บรรยากาศชิวมากกก อากาศก็ดี๊ดี บางคนก็ซื้อข้าวซื้อขนมมานั่งแช่เท้าจีบกันก็มี


เพลิดเพลินค่ะ



เด็กคนนี้นี่ปีนขึ้นปีนลงหลายรอบละ พี่นี่ก็กลัวใจจริงจริ๊งง น้องจะตกลงไปไหมเนี่ย



เดินตามทางมาเรื่อยๆก็จะเจอถนนคนเดินที่มีร้านขายของที่ระลึก ขายขนมของกินเต็มสองข้างทาง


ร้านแรกที่เราแวะชิมกันคือเซมเบ้ประจำเมืองอะริมะออนเซ็น


เขามีเขียนไว้ด้วยนะว่า คำแรกจะเคี้ยวหนึบยืดๆ แต่หลังจากนั้นจะกรอบ เพราะแป้งหายร้อนแล้ว


เราที่ต้องรีบกินคำแรกภายใน 5 วิ ขนมจึงแหว่งดังภาพ 555


ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มประจำเมืองด้วย


รสชาติเหมือนลามุเนะทั่วๆไป ไม่ได้แตกต่างเลยจ้า


ส่วนเบียร์ประจำเมืองจะมีรสเข้มๆหน่อย ใครที่ชอบดื่มเบียร์ดำน่าจะชอบ


แล้วเราก็เดินมาเจออีกหนึ่งร้านที่คนต่อคิวกันยาวเหยียด ขายลูกชิ้นปิ้งนี่เอง (ไม่ใช่!!!)


มันคือดังโงะย่างร้อนๆทานคู่กับซอสโชยุเค็มๆหวานๆ แป้งดังโงะที่พึ่งย่างมาใหม่ๆหอมมาก
เนื้อแป้งนุ่มๆ Texture แบบเดียวกับชีสยืดๆเลย

ในขณะที่เนื้อโกเบอร่อยแบบ คาดเดาไว้แล้วว่ามันต้องอร่อยมากแน่ๆ
แต่ดังโงะย่างนี่มันอร่อยแบบเหนือคาดไปมากๆ ฟินสุด ทำให้อยากกลับไปกินอีกเลย


หลังจากที่ฟินกับดังโงะไปแล้วก็มาเดินชมเมืองต่อ


ทางเดินเป็นทางลาดชันเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ บ้านยังเอียงเลยดูสิ


มาแวะสต้อปต่อไปของเรา #แช่ออนเซ็น

ที่นี่จะมีบ่อออนเซ็นชื่อดังก็คือ บ่อเงิน และ บ่อทอง ซึ่งทั้งสองบ่อจะมีคุณสมบัติในการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออันเมื่อยล้าของเราด้วยนะ


มีบ่อแช่เท้าให้คนแวะพักนั่งแช่กันด้วย สบายๆ


เสร็จแล้วก็ลุกมาเดินต่ออีก!


ทางเดินตรงช่วงนี้เหมือนอยู่จิ่วเฟิ่นที่ไต้หวันมากๆ ต่างกันแค่ที่นี่เราจะเจอแต่ชาวญี่ปุ่น
ไม่ค่อยมีชาวต่างชาติเลย (พวกเราเนี่ยเป็นต่างด้าวสุดๆแล้ว 55)


เดินๆอยู่มาเจอร้านฮิตอีกร้าน เป็นร้านน้ำแข็งไสนั้นเองงง


แต่เราได้กลิ่นหอมๆมาจากอีกฝั่งหนึ่ง จึงมุ่งตรงหาของคาวทันที
ที่เห็นในมือนี่คือคร้อกเก็ตเนื้อนะครับผม!!! อร่อยอีกแล้วว

เสร็จจากอะริมะออนเซ็น เรายังมีที่ๆต้องไปอีกที่หนึ่งในวันนี้ เดินตามเจ้มา!


ฝาท่อเมืองโกเบเจ้าค่ะ


เอ๊ะ เดินไปทางนี้ถูกทางรึเปล่านะ…


หลังจากเดินขึ้นเขามาเกือบสิบนาที เราก็มาถึงแล้ว!!


นี่ถือสถานีรถกระเช้า Arima Onsen Station แล้วพอมาถึงเราก็พึ่งรู้ว่า จริงๆนั่งรถเมล์จากตรงสถานีรถไฟมาก็ได้ ฮืออออ เดินจนแร้เปียก


ถึงแล้วก็ซื้อตั๋วค่ะ เดี๋ยวเราจะได้ #ขึ้นกระเช้า ข้ามเขาไปยัง Mt. Rokko กัน


ระยะทางประมาณสิบนาที เขาจะมีเสียงบรรยายจากลำโพงในกระเช้าเกี่ยวกับกระเช้าสายนี้


วิวข้างทางก็สวยมาก เพลิดเพลินๆ


เมื่อขึ้นมาถึง Mt. Rokko เราก็จะเจอแผนที่บอกว่าที่นี่มีอะไรให้ทำบ้าง
มีทั้งร้านค้า จุดชมวิว มิวเซียม มีทั้งที่เข้าฟรีและเสียเงิน คือถ้ามาที่นี่เราสามารถใช้ชีวิตบนนี้ได้ทั้งวันเลย


เป้าหมายของเราคือตรงนี้นี่เองงงง
เราตั้งใจว่าจะมาชมวิวเมืองโกเบยามค่ำคืน แต่เอ๊ะ… ทำไมหมอกมันหนาจังง่ะ


ระหว่างรอให้ฟ้ามืด ก็เลยหาอะไรอุ่นๆดื่มกันสักหน่อย เพราะบนเขาอากาศหนาวกว่าที่คิด (ประมาณ 10 องศา) เสื้อผ้าที่พี่พกมานั้นช่วยอะไรไม่ได้เลย

อยากจะบอกว่าน้ำกระป๋องนี้ **ไม่อร่อยยย!!!** เสียใจ ฮืออ เหมือนโกโก้ผสมน้ำ 2 รอบ


เมื่อน้ำกระป๋องพึ่งพิงไม่ได้ จึงต้องหาตัวตายตัวแทน ใกล้ๆจุดชมวิวจะมีร้านอาหารง่ายๆแต่เปิดฮีตเตอร์ให้อย่างอบอุ่นอยู่ด้วย


วิธีการสั่งก็คือเดินไปจิ้มเมนูแล้วก็จ่ายเงินที่ตู้อัตโนมัติค่ะ เขาจะมีชื่อเมนูภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษเขียนอยู่ที่กระดาน
แต่บนตู้เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวนะ


ซดซุปร้อนๆกันค่ะ ออกเค็มหน่อยๆ แต่ซุปใสๆซดลื่นปรื๊ดๆ


แถมขนมปังแกงกระหรี่อีกสักก้อน ไส้ร้อนมาก ลวกปากเลย


ทานเสร็จฟ้ามืดพอดี แต่ปรากฏว่า…


หมอกลงหนักกว่าเก่าอีก วิวเมืองโกเบราคาร้อยล้านของพี่หายไปไหนแล้ว T__T


เหมือนหมดหวังกับการชมวิวร้อยล้าน เราจึงจับรถกลับเข้าเมืองกันค่ะ
#นั่งรถราง ลงจากเขาใช้เวลาแปบเดียว แต่เราจะต้องดูรอบรถให้ดีๆนะคะว่ารอบสุดท้ายนี่กี่โมง
ไม่งั้นเราอาจจะติดอยู่บนเขาแล้วนอนหนาวตายอยู่บนนี้ก็เป็นได้


ตั๋วรถน่ารักๆ


เมื่อกลับสู่ภาคพื้นดิน ก็เจอฝาท่อโกเบอีกแบบหนึ่ง


เป้าหมายของเราก็คือการถ่ายรูป ​Kobe Tower นั้นเอง เดินตามชิงช้าสวรรค์ไปโลด


ถ้าใครอยากถ่ายวิวจากริมขอบตลิ่งเลย ขอเชิญมุดใต้ MOSAIC ไปเลยจ้า


ใกล้ถึงแล้ว เจอคุณอันปังแมนด้วย


#นั่งชิงช้าสวรรค์ จีบกันก็ฟินไปอีกแบบนะคะคุณ


หรือจะดินเนอร์เนื้อย่างริมน้ำ ชมพระอาทิตย์ตกก็ดีย์


จบทริปกันด้วยภาพสุดท้ายของค่ำคืน #ชมวิวริมน้ำ กันแบบชิวๆ
บรรยากาศดีมากๆค่ะ จะเดินเล่นจิบเบียร์หรือซื้อข้าวกล่องมานั่งจีบกันก็ได้นะ

พรุ่งนี้เราก็ต้องตื่นแต่เช้าไปเกียวโตกันต่อ เพราะมีนัดสำคัญรออยู่ สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

 

>> Universal Cool Japan 2018 << (ยูนิเวอร์แซล โอซาก้า)

Universal studio JAPAN

ตือดืออ ตื้อตือตื่อตือตือตื่อตือออออออออ ~
ฮายยยยยย พี่บีมพาพี่ยู มาเที่ยว USJ โดยที่ช่วงนี้มันมีความพิเศษอยู่ตรงที่มีevent Universal Cool Japn 2018 อยู่
ซึ่งมีเครื่องเล่นพิเศษ กับของที่ระลึกมาเพิ่มเติม ให้เราได้จับจ่ายกันอย่างสนุกสนาน
-Final Fantasy
-Detective Conan
-Monster Hunter
-Pretty Guardian Sailor Moon
*** January 19 (Fri) – June 24 (Sun) 2018 ***
แล้วบอกเลย ว่าพี่ยูมาเพื่อ Sailor Moon
ไอดอลสมัยเด็ก ที่เรียนไม่เก่ง ขี้เกียจ กินเยอะ นอนเยอะ แต่เป็นนางเอกเว๊ยยยยย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
หึๆๆๆ แต่ไม่ได้ซื้อ express Sailor Moon นะ ซื่อ Pass 7 มาแทน
( ขอบคุณโบโบ้ที่ทำหน้าที่เป็นุ้นแปลภาษาให้ )


ด้วยความที่กลัวว่า ล็อคเกอร์ กระเป๋าใหญ่จะเต็มพวกเราเลยมากันตั้งแต่ฟ้ามืด
แต่ขนาดคิดว่ามาเช้าแล้วนะ ก็ยังมีคนที่มาเร็วกว่า (หลายคนด้วย)
และนี่คือเบื่องหลังชายที่มาถึง USJ เป็นคนแรกในเช้าวันที่ 4 เมษา 2018
ถ้ามีเวลา พอออกจากสถานีปุ๊บแวะซื้อ น้ำอาหารก็ดีค่ะ ข้างในของกินแพงมาก
อากาศเช้านี้กำลังดีไม่ร้อนไม่หนาว


ในระหว่างที่เกาะรั่วรอเวลาเปิดประตู เราก็ได้เห็นพนักงานเข็นรถ ยกของออกมาตั้งกัน
โอ๊ยยยยยย อยากเสียตังงงงงงงงงง


เผลอแป็บเดียว….. คนยาวไปถึงหน้าประตูใหญ่ โอ้มายก็อตตตตต


เธอเห็นคนพวกนั้นมัน นั่นคือ Royal pass ที่เข้าได้ก่อนเวลา ดูสิขนาดเข้าก่อนเวลา
ยังวิ่งกันหน้าตื่นขนาดนี้เลย – -“ เห็นใจคนรอหน่อยได้โปรดดดดดดด ใจจะขาดดดด


พอได้เวลาเปิดประตูตอนแรกก็ว่าจะไม่วิ่งนะ เพราะสังขารไม่น่าจะสู้เด็กๆไหว
แต่พอเอาเข้าจริงๆ ประตูเปิดปุ๊บ วิ่งกันทุกคนทุกเพศวัยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2

เรามาถึงแล้วววววววว Sailor Moon 4D!!!!


ได้แล้วค่ะ !!!! ^^/ แปลงร่าง ด้วยพลังแห่งจันทรา จงสำแดงฤทธา ณ บัดนี้


ภายในโรงหนัง Pretty Guardian Sailor Moon: The Miracle 4-D
ตรงนี้เราก็มาดู TV ปูเรื่องกันก่อนว่าใครเป็นใคร เพราะหลังจากตรงนี้ไปแล้วห้ามถ่ายรูป หรือ VDO ค่ะ


เนื้อเรื่องคือ พนักงานที่คุมเครื่องเล่น Pretty Guardian Sailor Moon: The Miracle 4-D นี้กลายเป็นปีศาจ
ที่เสกให้พวกอัศวินเซเลอร์ กลายเป็น ฟิล์มหนัง

เนื้อเรื่องสนุก ภาพดีมาก และถ้าใครได้ซื้อคฑาก่อนเข้าโรงหนัง 
คุณจะได้ใช้มันต่อสู้กับปีศาจไปพร้อมๆกับเหล่าอัศวินเซเลอร์ด้วย 

พอดูจบก็ถึงเวลาเสียตังอีกรอบแล้วค่ะ


พอออกมาจากตรงโซนดู 4D ร้านตรงข้ามใกล้ๆคือร้านอาหารที่ขายอาหารเซท Sailor Moon


อูววววววว


อันนี้คือเมนู Sailor Moon ที่มีขายค่ะ


ฮ่าๆๆๆ เอาตามตรงนะดูไม่ค่อยน่ากินเลยไม่ได้สั่งสลัดมาทานค่ะ


สั่งมาแค่ขนม กับ น้ำดื่ม ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ


อีกมุมนึงของเซเลอร์มูนคือ โซนถ่ายภาพกับคฑา USJ premium


น้องคนนี้พร้อมมากจ้าาาา ท่าเป๊ะ


เนี่ยๆๆๆ รูปละ 1800 เยน ถ่ายกับ green screen



เอ็นดูวววว


ถ่ายรูปเสร็จก็มาละลายทรัพย์กันต่อ


นี่แหละจ้า คฑาพรีเมี่ยมมมมมม


อันที่ให้ซื้อกลับบ้านกับอันนี่เนี่ย น้ำหนักกับคุณภาพต่างกันลิบเลยจ้า หึๆๆๆ อยากได้อันนี้!!!!

เด็กญี่ปุ่นชอบตัวนี้กันมากเลย


งึ่ยยย หวาดเสียวมากค่ะ


โซนนี้นึกว่าจะมีเด็กๆเยอะใช่ม่ะ แต่ผิดแล้ววววว วัยรุ่นกะพ่อแม่เนี่ยเต็มเลยจ้าาาา


เดินเล่นเครื่องเล่นไปเรื่อย ก็แวะเข้าไปหาของกินเล่นในนี้ได้


อุ๊ย เพ่แมงมุม


ฮ่ๆๆๆๆๆๆ


เธอๆ คิดเหมือนฉันมั้ยว่าพี่แมงมุมท่า สาวนักยิมนาสติก มาก


เอาจริงๆมาม่ามีแทบทุกเครื่องเล่นอะ  เหมือนมินเนี่ยนก็เจอ


พวกเราเดินกันจนขาลาก พอเที่ยงๆก็เริ่มหมดแรงแล้วเพราะตื่นเช้ามาก หึๆๆๆ
เลยมาทานข้าวกันตรงโซนนี้


อันนี้หมูเกาหลี อิๆๆ


ในขณะที่กำลังจะแอบงีบหลับฟุดโต๊ะ ไอตัวนี้ก็มาเดินเล่นในโรงอาหาร


ตัวเนี่ยเดินๆไปหยุดถ่ายรูปแล้วอยู่ๆ มันก็ขยับ!!


แฮร่

เอาหล่ะเรามาถึงโซนเอาใจพี่บีมบ้างแล้วววว


มีใครอยู่ในนั้นมั้ยยยย


ตือดือ ดื๊อดื่อดือออออ ตื๊อดืออออออออ เพลงที่เปิดคลอตลอดทางเดินเข้าโซนนี่มันดีจริงๆ


อู้วหูยยย คนเต็มเบยยยยย


เอ๊ะ….. ชุดไม่เข้าธีม


ร้านของแฝดพี่


หูยยย ดุไปไหนอะลูก


อะเปลี่ยนเสื้อผ้ากันดีกว่า


ตอนที่เดินวนๆในร้านขายเสื้อผ้า พี่ยูถามว่าพี่บีมอยากได้อะไรมั้ย


พี่บีมบอกจะเอานิมบัส……. จะแบกกลับงัยคะคุณพี่


ง่ะนกบินมาเกาะหัว


ถ่ายเงาในน้ำก็ดีไปอีกแบบ


ถ้าคุณแต่งตัวตามตัวละคร Harry มา พนักงานแถมนี้จะเดินมาทักคุณว่า
ยินดีต้อนรับกลับโรงเรียน คือ ฟิลกู๊ดมากกกกกกกกกก


ภายในปราสาท


ภาพนี่ขยับแทบทุกภาพเลยนะ


เฮอไมโอนี่!!!!!!


เจ้คนนี่ทักทุกคนจริงๆ แป็บๆก็ร้องเพลง


ฮิ้วววววววววว


เดินวนหาบัตเตอร์เบียร์


เจอแล้วๆๆๆๆ มีทั้งแบบ ร้อน และ เย็น ส่วนผู้ใหญ่สายกรึ่ม เชิญด้านในร้าน Hog’s Head มีเบียร์ให้ท่านดื่นชื่นใจค่ะ

ซักกรึ๊บก่อนไปเข้าเรียนวิชาปรุงยากับอาจารย์สเน็ปละกันนะ


อร่อยดีนะคะ หวานๆซ่าๆสดชื่นดี (เล็บนี่ ลูน่า อาเทมิสมาเลย)


พนักงานที่ร้านบอกว่าต้องดื่มให้เลอะขึ้นไปบนขอบปากจะได้เหมือนในหนัง


เมื่อแวะเข้าร้านไม้กายสิทธิ์ ถ้าซื้อไม้ ด้านในจะแถมแผนที่ USJ ให้
เพื่อให้เราได้ไปลองพลัง และ ฝึกซ้อมการร่ายคาถาต่างๆรอบๆโซน Harry นี้


ตรงลานเวทีจะมีนักเรียนมาลองใช้พลังโชร์กันอย่างสนุกสนาน


ร้านขนมประหลาดดดด อยากลองลูกอมรสตดมั้ยจ๊ะ


แดดผลุบๆโผล่ๆ วันนี้สนุกมากค่ะ เดินเยอะมากด้วยเช่ากัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ยังไงใครจะมาเที่ยวช่วง USJ Cool Japan 2018 นี้ มีตั้งแต่วันที่ January 19 (Fri) – June 24 (Sun) 2018 ค่ะ

Tips & Tricks
1. Universal Studio Japan อยู่ที่สถานี Universal City Station
2. บัตร express คือดีมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการความเร่งรีบ
3. แต่ถ้าไม่มี ให้ไปถึงเร็วหน่อย ช่วงเช้า Harry โซนจะยังไม่กั้นเข้าไปเล่นเครื่องเล่นแล้วออกมาซื้อของได้สบายๆ
4. เครื่องเล่นโคนันต้องจองมาหรือวิ่งไปเล่นเช้าที่สุดเพราะ เต็มทั้งวันจ้า
5. ถ้าคุณซื้อของเยอะแยะไม่ต้องกระเตงติดตัวไปตลอดนะคะ ตามโซนเครื่องเล่นจะมีตู้ให้ใส่ของฟรี (แบบคืนเหรียญ)
6. ลืมข้อนี่ไปได้ไงเนี่ย!!! ซื้อตั๋วก่อนมาจะเซฟเวลาไปเยอะมาก จองในเว็บหรือซื้อที่ตู้ Lawson ก็ได้ค่ะ
7. อันนี่ยังไม่ค่อยเห็นคนเขียน แต่ว่า พนักงานแทบทุกคนจะมีสติกเกอร์ไว้แจกพวกเราฟรีนะคะ ลองเข้าไปคุยไปถามดูนึกไม่ออกแล้วค่ะ ถ้านึกอะไรออกจะมาเขียนเพิ่มนะ ❤
หรือใครมีอะไรมาแชร์ บอกได้เลยนะคะ ขอบคุณค่ะติดตามโพสต่างๆของพวกเราได้ที่
FB: http://fb.com/beamwithyuu
IG: @beamwithyuu
web: http://beamwithyuu.com